×

อย่าตกหลุมพรางพาดหัวข่าวการเมือง! กับศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

09.10.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026

US Midterm Elections หรือ การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 เป็น event หลักที่ทั่วโลกจับตา เพราะผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นสามารถเปลี่ยนขั้วอำนาจในสภาคองเกรสและทิศทางของนโยบายต่างๆ ว่าจะได้รับการผลักดัน ปรับเปลี่ยน หรือหยุดชะงักลง

 

 

การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ จะมีการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 435 ที่นั่ง , สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 35 ที่นั่ง และผู้ว่าการรัฐฯอีก 39 ที่นั่ง โดยปัจจุบันพรรครีพลับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ทั้งหมด

 

UOB Global Economics and Markets Research

 

สถิติตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 พบว่าพรรคของประธานาธิบดีสูญเสียที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรไปในการเลือกตั้งกลางเทอมถึง 18 ครั้งจากทั้งหมด 20 ครั้ง โดยเฉลี่ยแล้วเสียไปครั้งละ 26 ที่นั่ง และครั้งที่สูญเสียมากที่สุดคือ 63 ที่นั่งในปี 2010 สำหรับในปี 2026 พรรคเดโมแครตจำเป็นต้องได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น 4 ที่นั่ง เพื่อแย่งชิงอำนาจในการควบคุมสภาผู้แทนราษฎรกลับมา จากข้อมูลนี้ผลการเลือกตั้งอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในช่วงสองปีสุดท้ายของวาระการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

 

โอกาสที่จะเกิดการพลิกขั้วอำนาจในสภาครั้งนี้

 

ผลสำรวจจาก The Economist คะแนนความนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ ณ 26 ก.ย. 2026 อยู่ที่ -26 ลดลง 0.2 จุดจากสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีผู้เห็นชอบเพียง 35% ไม่เห็นชอบสูงถึง 61% และไม่แน่ใจ 4%

 

The Economist

 
คะแนนความนิยมนี้เป็นระดับต่ำที่สุดสำหรับประธานาธิบดีในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม คะแนนความนิยมที่ลดลงของทรัมป์เกิดจากความไม่พอใจอย่างมากต่อสภาพเศรษฐกิจและบทบาทของประธานาธิบดีที่มีต่อเศรษฐกิจ กลุ่มฐานเสียงที่เคยสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มสั่นคลอน เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อพุ่งสูง มาตรการภาษีศุลกากร และความขัดแย้งกับอิหร่าน ในขณะที่ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าพรรคเดโมแครตมีคะแนนนำพรรครีพับลิกันอย่างโดดเด่นถึง 15 จุดในการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้

 

จากข้อมูลคะแนนความนิยมนี้ Decision Desk HQ คาดการณ์ โอกาสที่พรรคเดโมแครตจะคว้าชัยการเลือกตั้งและครองได้ทั้งสองสภาที่ 53% และรีพับลิกันยังคุมวุฒิสภาแต่เสียสภาผู้แทนฯ ที่ราว 23%

 

Decision Desk HQ As of 30 Sep 26

 

‘รัฐบาลต่างขั้ว’ สถิติชี้ส่งผลดีต่อตลาด

 

ในเชิงสถิติ UOB Private Bank CIO ชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในอดีตมักตอบรับรัฐบาลต่างขั้ว (Divided Government) ในทางบวก จากข้อมูลช่วงปี 1953-2024 ผลตอบแทนเฉลี่ยรายปีของดัชนี S&P 500 สูงที่สุดในรูปแบบที่ประธานาธิบดีมาจากพรรครีพับลิกัน และสภาผู้แทนฯ อยู่ในมือพรรคเดโมแครต

 

เหตุผลเบื้องหลังคือ นโยบายมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้วน้อยลง วินัยการคลังที่มีแนวโน้มดีขึ้น ความเป็นอิสระของเฟดถูกท้าทายน้อยลง และกฎระเบียบด้านภาษีกับธุรกิจคาดการณ์ได้ง่ายขึ้น แนวทางนโยบายที่ไม่สุดโต่งจนเกินไป เป็นอีกแรงขับเคลื่อนตลาด

 

 

แต่การนำสถิตินี้มาใช้กับปี 2026 ควรมีเงื่อนไขกำกับ เพราะรัฐบาลต่างขั้วครั้งนี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกับวิกฤตพลังงานที่ยังไม่คลี่คลาย ,ธนาคารกลางที่อยู่ในโหมดขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรับมือเงินเฟ้อ ,ความกังวลต่อสถานะทางการคลังและระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีข้อยุติ ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้สถิติผลการดำเนินงานของตลาดการเงินในช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมในอดีต อาจไม่สามารถนำมาใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงที่สะท้อนภาพสถานการณ์ปัจจุบันหรือให้บทเรียนที่เป็นประโยชน์ได้มากนัก

 

อีกข้อสังเกตคือ ฉากทัศน์ที่ตลาดคาดการณ์ให้น้ำหนักมากที่สุดในขณะนี้ คือพรรคเดโมแครตครองได้ทั้งสองสภา ซึ่งเป็นรูปแบบที่ต่างจากฉากทัศน์ “ประธานาธิบดีรีพับลิกัน + สภาผู้แทนฯ เดโมแครต” ที่สถิติในอดีตให้ผลดีที่สุด นักลงทุนจึงไม่ควรนำตัวเลขเฉลี่ยในอดีตมาใช้เป็นคำตอบสำเร็จรูป

 

อีกทั้งยังต้องดูคะแนนเสียงว่าเดโมแครตจะชนะแบบเสียงปริ่มน้ำ หรือกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ หากมีการเปลี่ยนขั้นอำนาจแบบเดโมแครตคุมเบ็ดเสร็จทั้งสภาผู้แทนฯและวุฒิสภาอาจทำให้นโยบายของพรรครีพับลิกันหยุดชะงัก ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ก็สามารถใช้อำนาจ Veto ขัดขวางร่างกฎหมายของเดโมแครตได้เช่นกัน

 

และยังต้องจับตากำหนดเส้นตายเรื่องงบประมาณภาครัฐและสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ ( 3 พ.ย.69 – 3 ม.ค. 70) ที่เป็นความเสี่ยงด้านการคลังที่อาจมีผลกระทบต่อตลาดในระยะสั้นและเร่งด่วนที่สุดภายหลังการเลือกตั้ง

 

UOB เปิดกลยุทธ์คว้าโอกาสจากความผันผวน

 

การหาเสียงทางการเมืองของการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯที่จะเกิดขึ้น อาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้ ความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น แต่จากข้อมูลในอดีตประเด็นนี้มักไม่ใช่ปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางผลตอบแทนของตลาดในระยะยาว

 

แทนที่จะตอบสนองต่อพาดหัวข่าวการเมือง นักลงทุนควรให้ความสำคัญไปที่ปัจจัยขับเคลื่อนตลาด ได้แก่ นโยบายการเงิน , ภาวะตลาดแรงงาน , ผลประกอบการบริษัท และระดับ valuation แนวทางการลงทุนที่มีวินัยและกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม จะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าอย่างสม่ำเสมอมากกว่าการพยายามจับจังหวะตลาดจากสถานการณ์ทางการเมือง

 

หากตลาดปรับตัวลงในระยะสั้น UOB Privilege Banking แนะนำนักลงทุนสามารถใช้โอกาสนี้ทยอยสะสมหุ้นคุณภาพดี ความผันผวนต่ำ ผ่านกองทุน KT-WEQ-A (กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ อิควิตี้ ฟันด์) , หุ้นปันผลคุณภาพดีในกองทุน UGDIVP (กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ดิวิเดนด์ พลัส ฟันด์) และรักษาสมดุลของพอร์ตด้วย CIO Fund ที่มีผู้เชี่ยวชาญในการดูแลบริหารการลงทุนผ่านกองทุน UGFT (กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซีไอโอ โกรท ฟันด์ TH) หรือ UGFT (กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซีไอโอ โกรท ฟันด์ TH)

 

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน / ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / กองทุนนี้ลงทุนในต่างประเทศและมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้กองทุนจะมีการป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน แต่อาจไม่ได้ป้องกันทั้งหมด จึงอาจมีกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

 

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories