‘พลพีร์’ รมช.มหาดไทย เผยรัฐขยาย Solar ภาคประชาชน ให้บ้านที่ติดตั้งบนหลังคาไม่ได้เปลี่ยนไปใช้พื้นที่ดินหรือบ่อได้ พร้อมอุดหนุน 50,000 บาทต่อราย และสินเชื่อดอกเบี้ย 2.5% ผ่อน 7 ปี ผ่าน 3 แบงก์รัฐ ตั้งเป้า 1 ล้านราย ใช้งบ 7.5 หมื่นล้านบาท
ประเด็นสำคัญ
พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การหารือร่วมระหว่างกระทรวงมหาดไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) การไฟฟ้านครหลวง (MEA) กระทรวงการคลัง สถาบันการเงินของรัฐ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ได้ข้อสรุปให้ขยายรูปแบบการติดตั้งโครงการ Solar ภาคประชาชน จากเดิมที่เน้น Solar Rooftop ให้ครอบคลุมทั้ง Solar Rooftop, Solar On-ground และ Floating Solar
ทั้งนี้ การขยายรูปแบบดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้ครัวเรือนที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์บนหลังคาได้ สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เช่น บ้านที่มีพื้นที่โล่งและรับแสงแดดเพียงพอสามารถติดตั้งแบบ On-ground ได้ ขณะที่บ้านหรือพื้นที่ที่มีบ่อขนาดใหญ่สามารถติดตั้งแบบ Floating Solar ได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องมีมิเตอร์ไฟฟ้า
“ไม่ใช่บ้านทุกหลังคาเรือนที่สามารถติดโซลาร์รูฟได้ เพราะว่าขนาดของหลังคาบางครัวเรือนอาจจะติด 5 กิโลวัตต์ไม่ได้ ซึ่งในต่างจังหวัด บางบ้านที่มีพื้นที่โปร่ง รับแดดได้ ก็ให้ติด On-ground แทน หากมีบ่อใหญ่ก็วางเป็น Floating ไม่ได้บังคับว่าจะต้องอยู่บนหลังคาหรือโซลาร์รูฟท็อปเท่านั้น ติดตรงไหนก็ได้ ขอให้มีมิเตอร์ไฟฟ้าก็พอ”
พลพีร์ ระบุอีกว่า โครงการมีเป้าหมายเบื้องต้น 1 ล้านราย และเตรียมขยายเพิ่มเติมอีก 500,000 ราย คาดว่าจะใช้งบประมาณประมาณ 75,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถเข้าร่วมโครงการได้
ขยายติดตั้งได้สูงสุด 10 kW แต่รัฐรับซื้อไฟคืน 5 kW
สำหรับขนาดระบบที่เข้าร่วมโครงการ กำหนดให้ติดตั้งได้ตั้งแต่ 5 กิโลวัตต์ (kW) ถึงสูงสุด 10 kW โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าติดตั้ง 50,000 บาทต่อราย
ขณะที่การไฟฟ้าจะรับซื้อไฟฟ้าคืนในปริมาณไม่เกิน 5 kW ที่ราคา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลาประมาณ 20 ปี ซึ่งหมายความว่า แม้ประชาชนจะสามารถติดตั้งระบบได้ถึง 10 kW แต่สิทธิในการขายไฟคืนให้การไฟฟ้าจะอยู่ที่กำลังผลิตไม่เกิน 5 kW เท่านั้น
พลพีร์ ระบุว่า ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาติดตั้งระบบสามารถเป็นผู้ประกอบการภาคเอกชนได้ แต่ต้องผ่านมาตรฐานและขึ้นทะเบียนเป็น Vendor ของการไฟฟ้า โดยประชาชนสามารถติดต่อใช้บริการผ่าน PEA หรือ MEA หรือเลือกซื้อระบบโดยตรงจากผู้ประกอบการเอกชนที่ผ่านมาตรฐานได้
“ถ้าค่าไฟ 3,000 – 4,000 จะคุ้ม เพราะช่วยประหยัดไฟทันที แต่ถ้าบ้านหลังใดใช้ไฟไม่ถึง ก็สามารถขายไฟที่ผลิตเกินมา ส่งคืนการไฟฟ้าได้” พลพีร์ กล่าว
กู้ติดโซลาร์ผ่าน 3 แบงก์รัฐ ดอกเบี้ย 2.5% ผ่อน 7 ปี
นอกจากเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 50,000 บาทแล้ว รัฐบาลยังเตรียมให้สินเชื่อเพื่อการติดตั้งโซลาร์ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 2.5% ต่อปี ระยะเวลา 7 ปี
โดยแต่ละธนาคารอาจมีเงื่อนไขหรือโปรโมชั่นเพิ่มเติมแตกต่างกัน “เช่น ธกส. ถ้ามีเงินเหลือจากการขายไฟคืนการไฟฟ้า ก็เอาไปจ่ายหนี้คืนธ.ก.ส. ได้ ถ้ามีหนี้บ้านกับ ธอส. อยู่แล้ว ก็นำรายได้ตรงนี้ไปชำระคืนได้เช่นกัน” พลพีร์ กล่าว
นอกจากนี้ ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อการไฟฟ้าเพื่อเปลี่ยนเป็น Smart Meter โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะใช้เงินจากกองทุนที่เตรียมไว้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นด้านการนำรายได้จากการขายไฟไปใช้ชำระหนี้กับสถาบันการเงินยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยปัจจุบันอนุญาตให้ใช้ระบบ Net Metering แล้ว แต่การนำรายได้จากการขายไฟไปชำระหนี้ธนาคารยังไม่ได้รับอนุญาต และอาจต้องหารือเพิ่มเติมในระดับ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ต่อไปภายในเดือนตุลาคมนี้
ภาพ: Quality Stock Arts / Shutterstock

