เมื่อปริมาณฝน 350 มิลลิเมตรเทกระหน่ำผ่ากลางเมืองหลวง 3 วันต่อเนื่อง สร้างบาดแผลให้ชาวกรุงเทพฯ
ประเด็นสำคัญ
- กทม. จะแก้เกมนี้อย่างไรเพื่อไม่ให้คนกรุงต้องรับกรรมซ้ำซาก?
- ปริศนาตัวเลข ฝน 100 มิลลิเมตร ทำไมน้ำท่วมสูงถึงครึ่งเมตร?
- เสียงสะท้อนจากนักวิชาการ ถึงเวลาเตือนภัยแบบ ‘รู้พิกัด-รู้ผลกระทบ’
- ผ่าแผนที่น้ำท่วมเมืองหลวง ใครรอด ใครยังร่วง?
- 5 ข้อจำกัดทางกายภาพ ทำไมตะวันออกถึงจมมิด?
- ‘อุโมงค์หนองบอน’ ทางด่วนน้ำสองเฟสแห่งความหวัง
- วิกฤตผู้รับเหมา เมื่อทางด่วนน้ำ 9.5 พันล้าน ส่อเค้าแท้ง
- สแกนพอร์ต ‘เนาวรัตน์พัฒนาการ’ ในยุคชัชชาติ
THE STANDARD ชวนถอดรหัสความรุนแรงของพายุ เจาะลึกข้อจำกัดทางกายภาพกรุงเทพฯ โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก ที่ท่วมหนักท่วมนานทำระบายได้ยากยิ่ง พร้อมวิเคราะห์จุดเปลี่ยนสำคัญของเมกะโปรเจกต์อุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน มูลค่าเฉียดหมื่นล้าน ที่อาจต้องหยุดชะงักเมื่อผู้ชนะการประมูลยื่นฟื้นฟูกิจการ
กทม. จะแก้เกมนี้อย่างไรเพื่อไม่ให้คนกรุงต้องรับกรรมซ้ำซาก?
ภาพถนนที่แปรสภาพเป็นแม่น้ำ รถยนต์จมมิดคัน และประชาชนที่ต้องเดินลุยน้ำระดับเอวเพื่อกลับบ้าน กลายเป็นภาพจำอันขมขื่นของชาวกรุงเทพมหานครอีกครั้งในเดือนกันยายน 2569 หลังจากที่ผ่านเหตุน้ำท่วมใหญ่มาเมื่อปี 2554 ยิ่งในพื้นที่เขตลาดกระบังโซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกที่ถือว่าบอบช้ำอย่างหนักจากอุทกภัยรอบล่าสุดนี้
อุทกภัยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของ ‘ฝนตก น้ำท่วม’ แบบปกติที่คนกรุงเคยชิน แต่มันคือผลลัพธ์ของการผสมผสานกันของความแปรปรวนทางสภาพภูมิอากาศ ข้อจำกัดทางกายภาพของเมืองหลวง และโครงสร้างพื้นฐานที่ตามไม่ทัน ซ้ำร้าย โครงการเมกะโปรเจกต์ที่เปรียบเสมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ ในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน กลับกำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ที่อาจทำให้ทุกอย่างต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่
THE STANDARD ชวนเจาะลึกภาพรวมอุทกภัยเดือนกันยายน 2569 ถอดรหัสปริมาณฝนสุดขั้ว สำรวจข้อจำกัดการระบายน้ำ และจับตาอนาคตของโครงการอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนมูลค่าเฉียดหมื่นล้านบาท ในวันที่ความหวังของคนกรุงแขวนอยู่บนเส้นด้ายของคำว่าสภาพคล่อง
ปรากฏการณ์ฝนผ่าเมือง เมื่อความรุนแรงเทียบเท่าหาดใหญ่
หากจะหาคำอธิบายว่าทำไมน้ำจึงท่วมขังอย่างหนักหน่วงในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ต้องเริ่มต้นจากการกางสถิติปริมาณน้ำฝนในช่วงเวลาดังกล่าว
ระหว่างวันที่ 24-26 กันยายน 2569 พื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่เขตมีนบุรีลากยาวไปจนถึงเขตลาดกระบัง ต้องเผชิญกับปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและสะสมสูงถึง 350 มิลลิเมตร ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มเบาบางลงแต่ไม่จบสิ้นในช่วงวันที่ 27-28 กันยายน
ลักษณะของฝนในปี 2569 ไม่ใช่ฝนที่ตกลงมาเพื่อคลายร้อน แต่เป็นผลพวงโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้ฝนมีลักษณะตกหนัก ตกนาน และตกไม่หยุด ที่สำคัญคือเป็นลักษณะของฝนที่เทลงมาผ่ากลางกรุงเทพมหานครโดยตรง ความรุนแรงของปริมาณฝนสะสมในครั้งนี้ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ามีความใกล้เคียงกับเหตุการณ์ฝนตกหนักครั้งประวัติศาสตร์ที่อำเภอหาดใหญ่เลยทีเดียว
ปริศนาตัวเลข ฝน 100 มิลลิเมตร ทำไมน้ำท่วมสูงถึงครึ่งเมตร?
ทุกครั้งที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง สิ่งที่ตามมาคือตัวเลขคาดการณ์ปริมาณฝนสะสม เช่น 100-150 มิลลิเมตรใน 24 ชั่วโมง ทว่าสำหรับประชาชน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ตัวเลขเหล่านี้มักก่อให้เกิดคำถามว่า “แล้วน้ำจะท่วมเข้าบ้านฉันสูงแค่ไหน?”
วัฒนา กันบัว อดีตผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา และนักอุตุนิยมวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ลักษณะอากาศ ได้ให้ภาพที่ชัดเจนขึ้นเพื่อแปลงตัวเลขทางวิชาการให้เป็นภาพที่สัมผัสได้
หลักการง่ายๆ คือ ฝน 1 มิลลิเมตร เท่ากับน้ำ 1 ลิตรบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร ดังนั้น หากมีฝนตกสะสม 100 มิลลิเมตร นั่นหมายความว่าพื้นที่ 1 ตารางเมตรจะต้องรับน้ำถึง 100 ลิตร หรือหากนึกภาพไม่ออก ให้เทียบเท่ากับน้ำดื่มขวดใหญ่ขนาด 1.5 ลิตร จำนวนถึง 67 ขวด เทราดลงบนพื้นที่กว้างยาวเพียงหนึ่งเมตร
แต่โลกความเป็นจริงไม่ได้มีแค่พื้นที่ 1 ตารางเมตร เมื่อน้ำมหาศาลตกลงบนพื้นที่ชุมชน น้ำไม่ได้หยุดนิ่งแค่หน้าบ้านใครบ้านมัน แต่น้ำจากหลังคาบ้าน ถนนหนทาง และพื้นที่สูงโดยรอบ จะพากันไหลมารวมตัวในจุดที่ต่ำที่สุด นี่คือคำตอบว่าทำไมฝนที่ตกเพียง 100 มิลลิเมตร (หรือเทียบเป็นความลึก 10 เซนติเมตร) จึงไม่ได้แปลว่าน้ำจะท่วมแค่ข้อเท้า (10 เซนติเมตร) เสมอไป
วัฒนายกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนว่า หากพื้นที่ลุ่มแห่งหนึ่งมีขนาดเพียง 1 ใน 5 ของพื้นที่ทั้งหมดรอบๆ และน้ำจากพื้นที่โดยรอบไหลลงมากองรวมในแอ่งนั้นโดยไม่มีทางระบายออก ฝน 100 มิลลิเมตรอาจดันให้ระดับน้ำในแอ่งนั้นพุ่งสูงถึง 50 เซนติเมตร หรือท่วมมิดหัวเข่าได้อย่างง่ายดาย แน่นอนว่าตัวเลขนี้เป็นเพียงแบบจำลอง เพราะในความเป็นจริง ระดับน้ำยังต้องอิงกับสภาพพื้นที่ ทางระบายน้ำ และระยะเวลาที่ฝนตกประกอบด้วย
การประกาศเตือนภัยที่ต้องเปลี่ยนมุมมอง
ปัจจุบัน กรมอุตุนิยมวิทยากำหนดเกณฑ์ปริมาณฝนไว้ว่า 35.1-90.0 มิลลิเมตร คือฝนหนัก และ 90.1 มิลลิเมตรขึ้นไป คือฝนหนักมาก แต่เกณฑ์เหล่านี้บอกเพียงปริมาณ ไม่ได้บอกถึงผลกระทบ
ด้วยเหตุนี้ การรับข่าวสารของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงจึงต้องพลิกแพลงไปสู่การสังเกตพื้นที่ บ้านอยู่ต่ำกว่าถนนหรือไม่? น้ำจากทิศทางไหนจะไหลมาบวก? ท่อระบายน้ำอุดตันหรือเปล่า? จุดนี้เคยท่วมซ้ำซากหรือไม่? การหาคำตอบให้คำถามเหล่านี้ล่วงหน้าต่างหาก คือกุญแจสำคัญในการตัดสินใจย้ายรถยนต์ ยกตู้เย็น หรือเตรียมตัวอพยพก่อนที่มวลน้ำจะมาถึงประตูบ้าน
เสียงสะท้อนจากนักวิชาการ ถึงเวลาเตือนภัยแบบ ‘รู้พิกัด-รู้ผลกระทบ’
สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มองลึกไปกว่าแค่เรื่องปริมาณฝน เขาวิเคราะห์ว่าประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเตรียมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้ว อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือภัยแล้ง
ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ตอกย้ำความเสี่ยงนี้ โดยระบุว่าไทยอยู่ในอันดับ 9 ของโลกตามดัชนี INFORM ด้านความเสี่ยงจากน้ำท่วม ขณะที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุชัดเจนว่า ภูมิภาคเอเชียกำลังร้อนขึ้นด้วยอัตราเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งความร้อนที่เพิ่มขึ้นคือตัวการสำคัญที่เพิ่มแรงกดดันให้สภาพอากาศแปรปรวนหนักขึ้น
โจทย์ใหญ่ของภาครัฐในวันนี้ คือการก้าวข้ามการประกาศเตือนเพียงว่าฝนจะตกหนัก ไปสู่การให้ข้อมูลที่ประชาชนสามารถใช้ตัดสินใจ ได้จริงตามโครงการ Early Warnings for All ของสหประชาชาติ
หลังเหตุการณ์น้ำท่วมในเดือนกันยายน สนธิตั้งคำถามตัวโตถึงระบบพยากรณ์ว่า เหตุใดคำเตือนที่ส่งถึงประชาชนจึงยังเป็นข้อมูลกว้างๆ ที่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าพื้นที่ใดจะโดนผลกระทบเมื่อไหร่?
เขาเสนอว่า ปริมาณฝนเท่ากันย่อมส่งผลต่างกันตามสภาพเมือง การคาดการณ์ผลกระทบจึงต้องบูรณาการข้อมูลสภาพเมืองเข้าไปด้วย ทั้งขีดความสามารถของท่อระบายน้ำ การทรุดตัวของแผ่นดิน พื้นที่คอนกรีตที่ขัดขวางการซึมของน้ำ รวมถึงสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ นอกจากนี้ ข้อมูลจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก ระดับน้ำในทางน้ำสายหลัก ปริมาณฝนสะสมก่อนหน้า น้ำทะเลหนุน และขยะอุดตัน ต้องถูกนำมาขยำรวมกัน
สนธิเสนอทางออกว่า หน่วยงานที่กระจัดกระจาย ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยา, สำนักการระบายน้ำ (กทม.), กรมชลประทาน, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ต้องนั่งโต๊ะประเมินสถานการณ์ร่วมกันอย่างรวดเร็ว เพื่อคลอดคำเตือนที่จับต้องได้
คำเตือนในอุดมคติต้องบอกได้ว่า พื้นที่ไหนจะโดน? เกิดขึ้นเวลาใด? น้ำจะสูงเท่าไหร่? ต้องเลี่ยงเส้นทางไหน? และต้องอพยพไปจุดปลอดภัยที่ใด? พร้อมกับยิงข้อความแจ้งเตือนผ่านทุกช่องทาง ทั้ง SMS, แอปพลิเคชัน, และโซเชียลมีเดีย ก่อนที่น้ำจะมาถึง หากยังปล่อยให้แต่ละหน่วยงานทำงานแยกส่วนไซโล ประชาชนก็จะได้เห็นข่าวพยากรณ์ฝนพร้อมๆ กับน้ำที่ท่วมเข้าบ้านไปเรียบร้อยแล้ว
ผ่าแผนที่น้ำท่วมเมืองหลวง ใครรอด ใครยังร่วง?
สถานการณ์อุทกภัยกทม.ในเดือนกันยายน 2569 ขยายวงกว้างไปไกลกว่าเขตลาดกระบัง โดยมีถึง 8 เขตที่เข้าขั้นวิกฤต (ข้อมูล วันที่ 29 กันยายน 2569)
ซึ่งหากจำแนกตามสถานการณ์ สามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้
กลุ่มที่ 1: พื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มดีขึ้นและคลี่คลาย ถนนวิภาวดีรังสิต และเส้นทางสายหลัก: ปริมาณน้ำที่เคยท่วมขังสามารถระบายจนแห้ง และเปิดการจราจรได้ตามปกติ
- คลองสายหลักฝั่งเหนือและเมืองชั้นใน: สถานการณ์เริ่มควบคุมได้ ระดับน้ำในคลองบางซื่อ คลองสามเสน และคลองเปรมประชากรมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
- ย่านรามคำแหง (ช่วงต้น): ระดับน้ำทยอยลดลง คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 2-3 วัน
- คลองแสนแสบ: การผลักดันน้ำทำได้ดีขึ้น ส่งผลบวกโดยตรงในการช่วยดึงน้ำขังออกจากพื้นที่คลองจั่นและบางกะปิ
กลุ่มที่ 2: พื้นที่ที่ยังคงวิกฤตและน้ำท่วมขังสูง
- เขตบางกะปิ (ย่านแฟลตคลองจั่น): ถือเป็นสมรภูมิที่หนักหน่วงที่สุดแห่งหนึ่งเคียงคู่กับลาดกระบัง ประชาชนกว่า 20,000 คนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ภาครัฐต้องเร่งตั้งศูนย์วอร์รูมและระดมกำลังเปิดครัวสนาม ผลิตข้าวกล่องแจกจ่ายถึงวันละ 10,000 กล่องเพื่อประทังชีวิตผู้ประสบภัย
- เขตสายไหม และโซนคู้บอน: สภาพพื้นที่ลุ่มต่ำทำหน้าที่เสมือนชามรับน้ำ ทำให้น้ำสะสมท่วมขังในระดับสูง
กลุ่มเขตกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก (มีนบุรี, หนองจอก, คลองสามวา, ประเวศ): โดนหางเลขจากพายุที่ตกผ่ากลางเมือง น้ำล้นทะลักลงมาสะสมตามแนวคลองและพื้นที่ลุ่มต่ำในโซนนี้อย่างเต็มที่
ชุมชนริมคลองสายหลัก เป็นพื้นที่ที่น่าเห็นใจที่สุด โดยเฉพาะชุมชนริมคลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ และคลองประเวศบุรีรมย์ ที่ต้องทนรับสภาพน้ำท่วมสูงต่อไป เหตุผลเพราะต้องรอให้ระดับน้ำในคลองหลักลดลงก่อน จึงจะสามารถเดินเครื่องสูบน้ำออกจากชุมชนได้ ซึ่งคาดว่ากระบวนการนี้ต้องใช้เวลายืดเยื้อไปถึง 7 วัน กว่าที่น้ำจะค่อยๆ แห้งลง
5 ข้อจำกัดทางกายภาพ ทำไมตะวันออกถึงจมมิด?
คำถามที่คาใจชาวลาดกระบังและฝั่งตะวันออกเสมอมาคือ “ทำไมท่วมนาน ท่วมลึก และระบายช้ากว่าพื้นที่อื่น?” คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในโครงสร้างทางวิศวกรรมและกายภาพของเมืองที่ซับซ้อนเกินกว่าเรื่องของฝนตกเพียงอย่างเดียว
- คอขวดของคลองและการเดินทางไกลของน้ำ เส้นทางหลักในการระบายน้ำจากเขตลาดกระบัง ต้องฝากความหวังไว้กับการดันน้ำผ่านคลองประเวศบุรีรมย์ เพื่อมุ่งหน้าไปสูบออกที่สถานีสูบน้ำพระโขนง ปัญหาคือระยะทางนี้ยาวไกลถึง 40 กิโลเมตร แถมลำคลองยังมีลักษณะคดเคี้ยวเลี้ยวลด ทำให้น้ำเดินทางไปถึงจุดหมายได้ช้ามาก ซ้ำร้าย ตลิ่งริมคลอง เช่น ช่วงประตูระบายน้ำวัดกระทุ่มเสือปลา)ยังไม่มีแนวเขื่อนกั้นน้ำที่สมบูรณ์ หากเจ้าหน้าที่เร่งผลักดันน้ำแรงเกินไป น้ำก็จะเอ่อล้นเข้าท่วมชุมชนริมคลองทันที จน กทม. ต้องขอกำลังจากกองทัพเรือและกรมชลประทาน นำเครื่องผลักดันน้ำ (Water jet) มาช่วยเร่งความเร็ว
- ภาระหนักอึ้งของสถานีสูบน้ำพระโขนง สถานีสูบน้ำพระโขนงเปรียบเสมือนหัวใจหลัก แต่หัวใจดวงนี้มีหน้าที่สูบน้ำจากกรุงเทพฯ ชั้นใน เป็นหลักอยู่แล้ว ศักยภาพในการแบ่งรับน้ำจากฝั่งตะวันออกจึงมีจำกัด นอกจากนี้ การจะเปิดประตูระบายน้ำบางจุดลงแม่น้ำเจ้าพระยาต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะแนวตลิ่งในเขตชั้นในบางจุดยังสร้างไม่เสร็จ หากปล่อยน้ำไปพรวดพวด อาจทำให้น้ำทะลักท่วมไข่แดงของเมืองหลวงได้
- ทางออกฝั่งตะวันออกที่ตีบตัน ทางทฤษฎี การผันน้ำออกไปทางทิศตะวันออกผ่านคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต มุ่งหน้าสู่จังหวัดฉะเชิงเทราและระบายลงอ่าวไทย เป็นเส้นทางที่สั้นกว่า (30 กิโลเมตร) แต่ในทางปฏิบัติ การประสานงานข้ามพื้นที่ระหว่าง กทม. และฉะเชิงเทรายังมีอุปสรรค ประกอบกับระดับน้ำปลายทางในจังหวัดข้างเคียงก็มีระดับสูงกว่าเขตลาดกระบังอยู่แล้ว หากดันทุรังสูบออกไป น้ำก็อาจจะตีกลับย้อนเข้ามาสร้างปัญหาซ้ำซ้อน
- ภาวะแอ่งกระทะ ดินอ่อน และ Loop Effect กายภาพของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกคือแอ่งรับน้ำ ขนานแท้ แถมยังเป็นพื้นที่ชั้นดินอ่อนที่ทรุดตัวง่ายที่สุดใน กทม. นำมาซึ่งปรากฏการณ์ที่น่าปวดหัวอย่างน้ำวนกลับ (Loop Effect) ตัวอย่างเช่นที่ ชุมชนเคหะร่มเกล้า หากระดับน้ำในคลองประเวศฯ ยังสูง การเร่งเครื่องสูบน้ำออกจากชุมชนแทบจะสูญเปล่า เพราะสูบออกไป น้ำก็จะไหลวนตามธรรมชาติกลับเข้ามาที่ต่ำในพื้นที่เดิมเรื่อยๆ
- ข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐานที่ตามไม่ทัน แม้บึงหนองบอนจะมีพื้นที่ว่างรองรับน้ำได้มหาศาลถึง 3 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่การลำเลียงน้ำจากคลองประเวศฯ เข้าบึงกลับทำได้จำกัดอย่างน่าเสียดาย เนื่องจากอุโมงค์ผันน้ำเชื่อมต่อยังอยู่ในช่วงเตรียมก่อสร้าง นอกจากนี้ เครื่องสูบน้ำตามจุดต่างๆ บางส่วนยังพึ่งพาระบบเครื่องยนต์ดีเซลที่ต้องใช้คนไปสตาร์ทและเติมน้ำมัน ไม่สามารถทำงานอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงเหมือนระบบไฟฟ้าได้ ยิ่งไปเจอจังหวะน้ำทะเลหนุนสูง ปิดกั้นปากแม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทย สภาพของพื้นที่ตะวันออกจึงไม่ต่างอะไรกับถ้วยน้ำที่มีคนรินน้ำเติมลงไปตลอดเวลา แต่หาเจาะรูระบายออกไม่ได้
‘อุโมงค์หนองบอน’ ทางด่วนน้ำสองเฟสแห่งความหวัง
จากข้อจำกัดทั้งปวง กทม. จึงพยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบระยะยาวด้วยการผลักดันโปรเจกต์ยักษ์อย่าง โครงการอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน เพื่อเป็น ‘ทางด่วนน้ำ’ ดึงน้ำออกจากพื้นที่ลาดกระบัง สะพานสูง มีนบุรี และประเวศ โดยโครงการนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก
ส่วนแรก: เส้นทางหลัก (ก่อสร้างแล้วเสร็จ) อุโมงค์ความยาว 9.4 กิโลเมตร ทำหน้าที่ตัดยอดน้ำ ดึงน้ำจากบึงหนองบอน คลองเคล็ด คลองบางนา และคลองประเวศบุรีรมย์ ยิงตรงสู่อาคารทิ้งน้ำปากคลองบางอ้อ เพื่อระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันโครงสร้างใต้ดินร้อยเปอร์เซ็นต์เสร็จแล้ว และอยู่ระหว่างทดสอบระบบสูบน้ำ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเกิดอุบัติเหตุอุโมงค์และสะพานข้ามคลองเคล็ดทรุดตัวเมื่อปี 2565 จนทำให้งานล่าช้ากว่าแผนไปมากก็ตาม
ส่วนที่สอง: ส่วนต่อขยาย (เพิ่งอนุมัติ) นี่คือเป้าหมายสำคัญที่จะแก้ปัญหาคลองประเวศฯ เป็นโครงสร้างอุโมงค์ใต้ดินลึก 30 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ถึง 5.7 เมตร และยาวถึง 13.25 กิโลเมตร มีหน้าที่รับน้ำส่วนเกินจากคลองประเวศฯ มารวมที่สถานีสูบน้ำปลายอุโมงค์ที่บึงหนองบอน ซึ่งบึงจะทำหน้าที่เป็นแก้มลิงเก็บน้ำได้ 4 ล้านลูกบาศก์เมตร ก่อนส่งต่อลงอุโมงค์เส้นหลัก โครงการส่วนนี้มีกรอบงบประมาณมหาศาล 9.5 – 9.8 พันล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575)
แต่ว่า… เมกะโปรเจกต์แห่งความหวังนี้ กลับกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตกลางทางเสียเอง
วิกฤตผู้รับเหมา เมื่อทางด่วนน้ำ 9.5 พันล้าน ส่อเค้าแท้ง
จุดพลิกผันเริ่มต้นขึ้นในกระบวนการประกวดราคา (e-bidding) ของโครงการส่วนต่อขยาย โดยมี 3 บริษัทยักษ์ใหญ่เข้าร่วมประลองกำลัง ได้แก่ บมจ.ซิโน-ไทย, บมจ.ช.การช่าง และ กิจการร่วมค้า NC-NB (ประกอบด้วย บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR ร่วมกับ บริษัท ไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด)
ผลปรากฏว่า กิจการร่วมค้า NC-NB เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดที่ 9,518 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ที่ 9,561 ล้านบาท ไปถึง 43 ล้านบาท
ในสถานการณ์ปกติ กทม. คงเตรียมเซ็นสัญญาเพื่อเริ่มงาน แต่สิ่งที่สร้างความตื่นตระหนกคือ มีการเปิดเผยข้อมูลว่า คณะกรรมการของ บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ (NWR) ซึ่งเป็นแกนหลักของการร่วมค้า ได้มีมติยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางไปเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จะมีการยื่นซองเสนอราคาในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เสียอีก
บริษัทออกมายอมรับสภาพตามตรงว่า กำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้านสภาพคล่องอย่างสาหัส มีหนี้สินล้นพ้น และไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลา
กทม. เหยียบเบรก สั่งสอบด่วน
เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้บริหาร กทม. ต้องชะงักครั้งใหญ่ ถึงแม้การประกวดราคาจะถูกต้องตามระเบียบ แต่ กทม. ตัดสินใจชะลอการลงนาม ออกไปทันที พร้อมตั้งคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบความเสี่ยงอย่างละเอียด โดยมีข้อกังวล 3 ประการหลัก
- สายป่านทางการเงิน: การเจาะอุโมงค์ลึก 30 เมตร เป็นความท้าทายทางวิศวกรรมที่ใช้ต้นทุนสูง หากบริษัทขาดสภาพคล่อง จะเอาทุนที่ไหนมาหมุนเวียนงานก่อสร้างที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 1,800 วัน (ราว 5 ปี)
- ความเสี่ยงทางกฎหมาย: หากดึงดันเซ็นสัญญา แล้วบริษัทเกิดถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือล้มละลายในภายหลัง โครงการจะชะงักงัน เกิดการทิ้งงาน ซึ่งหมายถึงความเสียหายรุนแรงต่อรัฐ
- ความรับผิดชอบของ กทม.: หากผู้บริหารกทม. ปล่อยผ่านให้มีการเซ็นสัญญาโดยที่รู้อยู่แล้วว่าบริษัทมีปัญหาทางการเงินรุนแรง อาจโดนข้อหาทำให้รัฐเสียหายได้ในอนาคต
ตามกฎหมาย กทม. มีอำนาจเต็มที่ในการพิจารณาไม่รับราคาต่ำสุด และสามารถ ยกเลิกการประกวดราคา ครั้งนี้ได้ทันที หากประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม โดยที่ผู้รับเหมาไม่มีสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายใดๆ
สแกนพอร์ต ‘เนาวรัตน์พัฒนาการ’ ในยุคชัชชาติ
ความกังวลไม่ได้จบแค่เรื่องของสภาพคล่อง แต่ THE STANDARD ได้ลงลึกตรวจสอบประวัติการรับงานของ บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ กับ กทม. พบว่า นับตั้งแต่เริ่มปีงบประมาณ 2565 เป็นต้นมา ซึ่งตรงกับช่วงที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. วาระแรก NWR เคยคว้างานขนาดใหญ่จาก กทม. ไปแล้วถึง 4 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 868.44 ล้านบาท
- ปี 2565: โครงการจ้างก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสีย (พิษณุโลก-ศรีอยุธยา เขตดุสิต) โดยสำนักการระบายน้ำ วิธีเฉพาะเจาะจง วงเงินตกลงจ้าง 122.80 ล้านบาท
- ปี 2566: ได้ไป 2 โครงการ ระบบรวบรวมน้ำเสีย (พระราม 5-ราชวิถี-สวรรคโลก-ศรีอยุธยา เขตดุสิต) วิธีเฉพาะเจาะจง วงเงินตกลงจ้าง 98.65 ล้านบาท และอีกสัญญาในพื้นที่เดียวกัน วงเงิน 69.30 ล้านบาท
- ปี 2567: โครงการปรับปรุงระบบรวบรวมน้ำเสียโรงควบคุมคุณภาพน้ำดินแดง (ผลกระทบจากรถไฟเชื่อมสามสนามบิน) วิธี e-bidding วงเงินตกลงจ้าง 577.69 ล้านบาท (จากราคากลาง 657.4 ล้านบาท)
เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากปีงบประมาณ 2567 ไม่พบการทำโครงการร่วมกันระหว่าง NWR และ กทม. ในช่วงปี 2568 และ 2569 อีกเลย
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า NWR (จดทะเบียนปี 2538 ทุนจดทะเบียน 2,585 ล้านบาทเศษ) ยังมีสถานะดำเนินกิจการอยู่ แต่เมื่อเปิดดูผลประกอบการย้อนหลัง 5 ปี กลับพบสัญญาณอันตรายของสภาพคล่องที่หดหายลง
- ปี 2564: สินทรัพย์ 16,421 ล้านบาท / หนี้สิน 13,707 ล้านบาท
- ปี 2565: สินทรัพย์ 19,055 ล้านบาท / หนี้สิน 16,341 ล้านบาท
- ปี 2566: สินทรัพย์ 17,656 ล้านบาท / หนี้สิน 15,718 ล้านบาท
- ปี 2567: สินทรัพย์ลดเหลือ 13,284 ล้านบาท / หนี้สิน 15,653 ล้านบาท (หนี้สินแซงสินทรัพย์)
- ปี 2568: สินทรัพย์หดตัวลงอีกเหลือ 11,702 ล้านบาท / หนี้สินยังคงสูงถึง 15,105 ล้านบาท
ด้วยงบการเงินที่หนี้ล้นสินทรัพย์ เช่นนี้ สร้างความกังวลอย่างหนักว่า บริษัทอาจถูกกรมบัญชีกลางเพิกถอนชื่อออกจากทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้างชลประทานชั้นพิเศษ ซึ่งหากถูกถอดชื่อ กิจการร่วมค้า NC-NB จะขาดคุณสมบัติในการรับงานอุโมงค์ส่งน้ำส่วนต่อขยายนี้ทันที
ล่าสุด กทม. ได้เรียกเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ เข้ามาสอบสวนรายละเอียดของสัญญาจ้างเก่าๆ อย่างเข้มข้น เพื่อประเมินทิศทางต่อไป
ชะตากรรมของอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนส่วนต่อขยาย กำลังกลายเป็นบททดสอบวิสัยทัศน์ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของผู้บริหารกรุงเทพมหานคร การต้องเลือกระหว่างการเดินหน้า เพื่อเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมให้ชาวฝั่งตะวันออก แต่ต้องอุ้มระเบิดเวลาของผู้รับเหมาที่ขาดสภาพคล่อง หรือ การถอยหลัง ยกเลิกการประมูลเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งแลกมาด้วยเวลาที่สูญเปล่าและการรอคอยคอยของประชาชนที่ต้องทนจมน้ำต่อไป
ในขณะที่สภาพอากาศสุดขั้วไม่เคยรอใคร และฝนเม็ดใหม่พร้อมจะตกลงมาสร้างบาดแผลเสมอ… คำตอบของ กทม. ในวิกฤต 9,500 ล้านบาทครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่า กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก จะหลุดพ้นจากคำสาปบาดาล หรือต้องทนอยู่ในชามอ่างใบเดิมต่อไปอีกนับทศวรรษ


