วันนี้ (29 กันยายน) เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลพื้นที่น้ำท่วมในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ดูแลภาคเหนือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลภาคกลาง ทรงศักดิ์ ทองศรี ดูแลภาคอีสาน และพิพัฒน์ รัชกิจประการ ดูแลภาคใต้ ขณะที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแต่ละคนก็มีรายละเอียดการดูแลแต่ละพื้นที่
สำหรับกรุงเทพฯ ที่ผ่านมาไม่ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดกำกับดูแลโดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นพื้นที่การปกครองพิเศษ มีผู้บริหารมาจากการเลือกตั้งและมีกฎหมายเฉพาะ แต่จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำยุทโธปกรณ์และกำลังทหารจากเหล่าทัพไปช่วยเหลือประชาชน ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีและสามารถบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนได้
เอกภพกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจึงสั่งการในที่ประชุม ครม. มอบหมายให้ พล.ท. อดุลย์กำกับดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อช่วยแก้ปัญหาอุทกภัยในรอบนี้ พร้อมกันนั้น ครม. ยังอนุมัติโครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ระยะเวลาดำเนินโครงการ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2570-2577 โดยข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์มีความคุ้มค่า ลดความเสียหายได้ 16,930 ล้านบาทต่อปี และลดพื้นที่น้ำท่วมได้ 3.48 ล้านไร่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำ จะไม่ต้องรับน้ำเพื่อป้องกันน้ำไม่ให้เข้า กทม. นอกจากนี้ยังมีคลองกักเก็บน้ำช่วงหน้าแล้งประมาณ 1,555 ล้านลูกบาศก์เมตร และถนนเลียบคลองระบายน้ำเพื่อช่วยระบบขนส่งสินค้าเกษตรกรให้สะดวกขึ้น โดยมีการตั้งงบปี 2570 เพื่อเริ่มต้นโครงการแล้ว
ส่วนโครงการระบายน้ำบางบาล-บางไทร ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องแต่ยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากส่งมอบพื้นที่ล่าช้า และเป็นโครงการที่จะเชื่อมโยง 2 ระบบเข้าด้วยกันเพื่อลดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคนั้น ครม. เห็นว่าไม่ควรขยายเวลาอีก กรมชลประทานซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบจึงเลื่อนเวลามาเป็นเดือนกรกฎาคม 2571 และไม่ให้ขยายเวลาต่ออีก
ขณะเดียวกัน ครม. อนุมัติงบกลางปี 2569 จำนวน 4,731 ล้านบาท เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยทั้งกรุงเทพมหานครและทั่วประเทศ โดยให้กระทรวงมหาดไทยเร่งประสานงานสำรวจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและท้องถิ่น กทม. เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด
นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมประชุมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเวลาลงพื้นที่ พร้อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ในพื้นที่เพื่อสั่งการอย่างรวดเร็ว หากมีข้อติดขัดในการดำเนินการตามนโยบายส่วนกลางและภูมิภาค ให้หน่วยงาน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างๆ รายงานต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วม เอกภพกล่าวว่า เมื่อคืนมีฝนตกที่กำแพงเพชรและเชียงใหม่ ซึ่งอยู่เหนือเขื่อนที่รับน้ำจากแม่น้ำปิง ทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อรวมกับแม่น้ำน่านไม่มีปัญหาอะไร แต่น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะถูกเติมมาที่สะแกกรัง ทำให้ปริมาณน้ำที่ลงสู่เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น โดยที่ประชุมบริหารจัดการลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีมติให้เขื่อนเจ้าพระยาปล่อยน้ำจากเดิม 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มสูงสุดได้ถึง 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยปล่อยเป็นระดับขั้นบันได ไม่ได้ปล่อยครั้งเดียว หากปล่อยทั้งหมดปริมาณน้ำจะเพิ่มขึ้น 30 เซนติเมตร
เอกภพกล่าวอีกว่า สุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุม และภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้นำน้ำออกจากพื้นที่และรับน้ำแบบก้างปลาให้มากขึ้น โดยต้องดูผลกระทบต่อการเก็บเกี่ยวข้าวของชาวนา และจะมีการระบายน้ำออกในวันพรุ่งนี้
เอกภพกล่าวว่า การปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาอาจกระทบพื้นที่รับน้ำในพระนครศรีอยุธยาและอ่างทอง ขณะที่แม่น้ำเจ้าพระยาใน กทม. ยังรองรับน้ำได้ 1 เมตร 80 เซนติเมตร จึงขอให้ชาว กทม. ยังไม่ต้องเป็นห่วง โดยมีการสูบน้ำออกสู่อ่าวไทย และพยายามระบายน้ำออกทางอ่าวไทยและแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเต็มกำลัง คาดว่าพื้นที่สัญจรไปมาใน กทม. จะลดระดับน้ำและสามารถสัญจรได้เป็นปกติภายใน 2-3 วัน ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน ทั้งนี้ต้องติดตามสถานการณ์จาก กทม.
สำหรับอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เอกภพกล่าวว่า เมื่อผู้ว่าฯ ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัย รัฐบาลก็เข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อดูแลประชาชนอย่างเต็มที่
เมื่อถามว่าการที่โฆษกรัฐบาลชี้แจงลักษณะนี้จะทำให้รัฐบาลถูกด่ามากขึ้นหรือไม่ เอกภพย้อนถามว่า “โดนด่าว่า?” หลังผู้สื่อข่าวอธิบายว่า การมอบให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นตัวหลักในการแก้ปัญหา ทำให้รัฐบาลเป็นเพียงตัวเสริม เหตุใดรัฐบาลจึงไม่ลงไปเป็นตัวหลักมากกว่านี้ เอกภพกล่าวว่า “จริง ๆ แล้วลงไปทุกอย่าง”
เอกภพกล่าวว่า “ท่านนายกฯ ก็ลงพื้นที่ที่ไม่เคยมีใครลงไปก่อนนะครับ คำติทุกอย่างก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ สิ่งที่เราต้องทำในวันนี้ก็ต้องย้อนกลับมาดูหน้าที่รับผิดชอบก่อนที่จะมีน้ำท่วมครั้งนี้ สาเหตุน้ำท่วมเกิดจากฝนตก จนภาวะระบายน้ำจะรับได้ โดยก่อนที่จะเกิดฝนรอบนี้ ได้มีการพร่องน้ำแล้วในระบบระบายน้ำ ตรงนี้มีการทำงานร่วมกันระหว่าง สทนช. กทม. แต่ฝนตก 300 มิลลิเมตร ระบบระบายน้ำ กทม. รับได้เพียง 51 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพราะฉะนั้นอย่างไรฝนก็เกินที่จะรองรับได้”
“เมื่อเกิดปัญหาแล้ว ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดในประเทศไทยก็จะมีการรับมือเบื้องต้นตาม พ.ร.บ. ปภ. ท้องถิ่นจะดูแลเบื้องต้น หลังท้องถิ่นดูแลไม่ได้จะยกระดับมาที่อำเภอและจังหวัด ถ้าจังหวัดรับมือไม่ได้ก็จะเป็นระดับประเทศ ตรงนี้เมื่อผู้ว่าฯ กทม. ประกาศแล้ว รัฐบาลก็มีอำนาจ มีหน้าที่สนับสนุนอย่างเต็มที่ ร่วมมือทุกอย่าง เอาทุกหน่วยงานไปร่วมมือตั้งแต่ต้น commander คือผู้ว่าฯ กทม. โดยที่หน่วยงานราชการระดับกลางและระดับภูมิภาคเข้าไปสนับสนุน นี่คือสิ่งที่จะบอกว่าไม่ต้องโทษ ไม่ต้องหาว่าใครเป็นผู้กระทำผิด หรือไปโบ๊ยว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ แต่เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติรวดเร็ว” เอกภพกล่าว


