ย้อนจุดเริ่มต้นของประเด็น ‘บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง’ จากข้อสังเกตของประชาชนผู้ใช้สิทธิ จนข้อสงสัยว่าการเลือกตั้งอาจ ‘ไม่เป็นไปโดยตรงและลับ’ ขยายวงกว้างทั่วประเทศ นำไปสู่การกลายเป็นคู่กรณีที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งความ ตามด้วยเรื่องร้องเรียนที่ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณา เพื่อชี้ชะตาในวันที่ 28 กันยายนนี้ว่า การเลือกตั้งสุ่มเสี่ยงเป็นโมฆะหรือไม่
ประเด็นสำคัญ
- ข้อสังเกตจากผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง จุดประกายไปทั่วประเทศ
- กกต. ชี้แจงบาร์โค้ดตรวจสอบย้อนหลังได้ แต่เพื่อความปลอดภัย
- ผู้สังเกตการณ์เลือกตั้ง กลายเป็นคู่กรณี กกต.
- เรื่องอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ 7 เดือน นัดไต่สวนและ ‘เดินเผชิญสืบ’
- 28 ก.ย. นี้ ชี้ชะตาการเลือกตั้งลับหรือไม่ และจะเกิดอะไรตามมา
- ความเห็น 2 กูรูกฎหมายระดับรองนายกฯ กับการตีความคำว่า ‘ลับ’
ข้อสังเกตจากผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง จุดประกายไปทั่วประเทศ
การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการเลือกตั้ง สส. พร้อมการออกเสียงประชามติว่าด้วยการเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งจึงจะได้รับบัตร 3 ใบ คือ บัตรสีเขียว สำหรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต, บัตรสีชมพู สำหรับเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรสีเหลือง สำหรับออกเสียงประชามติ
หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง เริ่มมีข้อสังเกตจากประชาชนผู้ออกไปใช้สิทธิว่า เพราะเหตุใดบัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) จึงมีแถบบาร์โค้ด (Barcode) กรณีที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือโพสต์เฟซบุ๊กของ ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โดมคลาวด์ จำกัด (DomeCloud) และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ และบล็อกเชน เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ ที่ชี้ให้เห็นว่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแต่ละใบมีลักษณะ ‘เฉพาะตัว’ คือไม่ซ้ำกันเลย

ภาพ: ฐานิส สุดโต
ต่อมาได้มีประชาชนและสื่อมวลชนตรวจสอบกรณีดังกล่าวกันอย่างกว้างขวาง โดยพบลักษณะเพิ่มเติมว่า เมื่อสแกนข้อมูลบนบาร์โค้ดแล้วจะพบว่าเป็นตัวอักษร A ตามด้วยตัวเลข 8 ตัว เช่น A12345678 และจากการตรวจสอบบาร์โค้ดบนภาพถ่ายบัตรเลือกตั้งช่วงนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งเดียวกัน พบข้อสังเกตว่า ข้อมูลตัวเลข 8 ตัว ที่ได้จากการสแกนบาร์โค้ดนั้น มีการเรียงลำดับต่อเนื่องกัน บ่งบอกให้รู้ว่าเป็นบัตรเลือกตั้งจากเล่มเดียวกัน แม้จะมีการกากบาทลงคะแนนในบัตรนั้นให้ต่างพรรคการเมืองกัน
ลอย ชุนพงษ์ทอง ได้โพสต์เฟซบุ๊กตั้งข้อสังเกตว่า หากนำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งซึ่งตัวเลขจำเพาะที่ต่อเนื่องกัน (Unique Running Number) หากนำมาจับคู่กับ ‘ต้นขั้วบัตร’ ซึ่งระบุเลขเล่มและลำดับที่ของบัตรเลือกตั้งในเล่ม ก็จะสามารถใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว สืบย้อนกลับไปได้ว่า ผู้ใช้สิทธิคนใดเลือกลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด
รวมถึงการตั้งสมมติฐานเพิ่มเติมว่า บนต้นขั้วบัตรยังมีการให้ผู้ใช้สิทธิลงลายมือชื่อกำกับไว้ หากนำข้อมูลข้างต้นคำนวณประกอบกับลำดับการเข้ามาใช้สิทธิในหน่วยเลือกตั้ง ก็จำทำให้มีโอกาสสืบย้อนไปได้ถึงตัวตนของผู้ลงคะแนนได้เลย
กกต. ชี้แจงบาร์โค้ดตรวจสอบย้อนหลังได้ แต่เพื่อความปลอดภัย
เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ กกต. ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพื่อไขข้อสงสัยต่อกรณีดังกล่าว โดย ว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ยืนยันว่า การเลือกตั้งยังคงเป็นไปโดยตรงและลับ ไม่สามารถรู้ได้ว่าบัตรแต่ละใบเป็นของผู้ใด เพราะในการนับคะแนน ต้นขั้วบัตรถูกแยกไปเก็บไว้คนละสถานที่กับบัตรเลือกตั้งแล้ว ทำให้ไม่ครบองค์ประกอบสามส่วนเพื่อจะสืบย้อนหาผู้ลงคะแนนเสียงได้
วรพงษ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง กกต. ชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเพื่อมาตรการรักษาความปลอดภัย ตามระเบียบ กกต. ข้อ 129 ให้อำนาจ กกต. ในการกำหนดให้มีรหัส เครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลง อันเป็นไปเพื่อการรักษาความปลอดภัย

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา
วรพงษ์ย้ำว่า บาร์โค้ดเหล่านี้ใช้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง และมีไว้เพื่อตรวจสอบย้อนกลับว่ามีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนที่กำหนดหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบกรณีมีบัตรเลือกตั้งเล็ดลอดจากหน่วยเลือกตั้งไปสู่ภายนอก เพื่อให้สืบย้อนได้ว่ามาจากหน่วยเลือกตั้งใด พร้อมยอมรับว่า หากสแกนบาร์โค้ดดังกล่าวแล้ว จะระบุได้ถึง ‘เลขที่’ บนบัตรเลือกตั้ง
สำหรับการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติปี 2569 นั้น กกต. ได้ดำเนินการจัดจ้าง 3 บริษัทแยกพิมพ์บัตรคนละประเภท ประเภทละ 56.1 ล้านฉบับ
- บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) จัดจ้าง บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พรินท์ติ้ง จำกัด เป็นผู้จัดพิมพ์
- บัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต (บัตรสีเขียว) จัดจ้าง บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดพิมพ์
- บัตรออกเสียงประชามติ (บัตรสีเหลือง) จัดจ้าง โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง เป็นผู้จัดพิมพ์
ผู้สังเกตการณ์เลือกตั้ง กลายเป็นคู่กรณี กกต.
ภาคประชาชนบางส่วนได้กรณีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ซึ่ง กกต. มีมติให้ลงคะแนนเสียงใหม่ในหน่วยเลือกตั้งที่ 9 และ 10 เขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว กรุงเทพฯ เนื่องจากมีปัญหาระหว่างการนับคะแนน
โดยมี ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ‘ดร.เรือบิน’ ผู้อำนวยการ D-Vote และธนารัตน์ รวมถึงตัวแทนพรรคการเมือง เช่น พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, ศึกศิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนด้วย
ทั้งนี้ ได้มีการรายงานว่า บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ที่ใช้ในการลงคะแนนเสียงใหม่นั้น ไม่มีการระบุหมายเลขที่บัตรบนต้นขั้ว แม้จะมีบาร์โค้ดเช่นเดิม

ภาพ: ฐานิส สุดโต
พริษฐ์ให้ความเห็นว่า เมื่อบัตรใหม่ไม่มีต้นขั้วจะไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ ทำให้อนุมานได้ว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงตัวผู้ออกเสียงเลือกตั้งในบัตรนั้นๆ จึงถือเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่ใช้ฟ้องคดีต่อศาลว่าเป็นการแสดงเจตนาว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์มีปัญหาจริง
อย่างไรก็ตาม วันที่ 25 กุมภาพันธ์ สำนักงาน กกต. โดย ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลรวม 6 ราย จากเหตุการณ์ความวุ่นวายในระหว่างที่มีการจัดการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่
สำนักงาน กกต. อ้างว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์ร่วมกันถ่ายภาพหน้าบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามสแกนเพื่อถอดรหัส QR Code และบาร์โค้ดบนบัตร โดย กกต. มองว่าเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตของกฎหมาย และเป็นการพยายามพิสูจน์ว่าการเลือกตั้ง ‘ไม่เป็นความลับ’ รวมถึงขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
เรื่องอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ 7 เดือน นัดไต่สวนและ ‘เดินเผชิญสืบ’
ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีมติส่งเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง จำนวน 21 เรื่อง ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นไปโดยตรงและลับหรือไม่ จากกรณีมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่อาจสืบทราบและตรวจสอบตัวตน ผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ
จากนั้นวันที่ 18 มีนาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องดังกล่าวของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 6 คน ที่เห็นว่าควรรับคำร้องไว้วินิจฉัย คือ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, วิรุฬห์ แสงเทียน, จิรนิติ หะวานนท์, นภดล เทพพิทักษ์, อุดม รัฐอมฤต และ สุเมธ รอยกุลเจริญ ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อยที่เห็นว่าไม่ควรรับคำร้องไว้พิจารณา คือ อุดม สิทธิวิรัชธรรม, บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และ สราวุธ ทรงศิวิไล

ภาพ: ฐานิส สุดโต
ผ่านไปราว 7 เดือนของการพิจารณาคดี ได้เดินทางมาถึงห้วงสำคัญเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้เรียกพยานบุคคลเข้าไต่สวนเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ประกอบด้วย แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต., วรพงษ์ อนันต์เจริญกิต ผอ.สำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง กกต. และกรรมการกลุ่มบริษัทที่จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขต คือ บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และ กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด
หลังจากนั้น 1 วัน ศาลรัฐธรรมนูญได้ ‘เดินเผชิญสืบ’ มอบหมายตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน พร้อมเจ้าหน้าที่ ไปตรวจสอบสถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 27 สิงหาคม
THE STANDARD ได้ติดตามการเดินเผชิญสืบของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน คือ บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และ นภดล เทพพิทักษ์ ที่สำนักงานเขตหลักสี่ โดยมี แสวง บุญมี, วรพงษ์ ตลอดจนตัวแทนสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้าร่วมการตรวจสอบพยานหลักฐานในพื้นที่จัดเก็บบัตรเลือกตั้งที่ชั้น 8 ของสำนักงานเขตหลักสี่
หลังการเดินเผชิญสืบ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความมั่นใจของแสวงต่อคดีนี้ โดยเลขาธิการ กกต. ตอบเพียงว่า “เรามั่นใจตั้งแต่พิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรแล้ว”

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
28 ก.ย. นี้ ชี้ชะตาการเลือกตั้งลับหรือไม่ และจะเกิดอะไรตามมา
ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดฟังคำวินิจฉัยในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เวลา 14.00 น. ของวันที่ 28 กันยายน 2569 โดยเป็นที่จับตาของหลายฝ่ายว่า หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ไม่เป็นไปโดยตรงและลับ อาจมีคำสั่งให้การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะ ซึ่งจะส่งผลกระทบทางการเมืองตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในแนวทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไว้ 4 ฉากทัศน์ ประกอบด้วย
- ศาลวินิจฉัยว่าบัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ไม่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ไม่สามารถสืบย้อนไปยังผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ในกรณีดังกล่าวทุกอย่างยังเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
- ศาลวินิจฉัยว่า บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อที่มีบาร์โค้ด สามารถสืบย้อนไปยังผู้ใช้สิทธิได้ เนื่องจากมีหมายเลขบัตรที่ตรงกับต้นขั้วแต่ละใบ การสืบย้อนไม่ต้องอาศัยบัญชีรายชื่อ ต้นขั้ว และบัตรเลือกตั้งมาประกอบกันตามคำชี้แจงของ กกต. เพียงแต่สังเกตลำดับของการเดินเข้าใช้สิทธิ เทียบกับบัตรที่ถ่ายเวลานับคะแนน ก็รู้ได้ว่าใครเลือกใคร การออกแบบบัตรดังกล่าวจึงขัดรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มีความเสียหายเกิดขึ้น จึงมีคำสั่งมิให้ กกต. ใช้บัตรในรูปแบบดังกล่าวในอนาคต แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งใหม่
- ศาลวินิจฉัยว่า บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ เฉพาะบัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ
- ศาลวินิจฉัยว่า บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกี่ยวพันกับการเลือกตั้งทั้งระบบ จึงสั่งให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการเลือกตั้งที่ขัดรัฐธรรมนูญ ศาลมีคำสั่งให้ กกต. ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด
ความเห็น 2 กูรูกฎหมายระดับรองนายกฯ กับการตีความคำว่า ‘ลับ’
อย่างไรก็ตาม ต่อกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งจะส่งผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับหรือไม่ ได้มีการแสดงความคิดเห็นโดยผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายของไทยหลายคน โดยเฉพาะนักกฎหมายผู้เคยเป็นกรรมการกฤษฎีกา และเคยเป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายมาแล้วทั้ง 2 คน คือ ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ วิษณุ เครืองาม
เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ ระหว่างที่วิษณุกำลังบรรยายหัวข้อ ‘ถอดรหัสภาวะผู้นำ-กรณีศึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย’ ในหลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) รุ่นที่ 14 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในช่วงหนึ่งได้แสดงความเห็นว่า การพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง มีความเสี่ยงจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ และอาจนำมาสู่ผลกระทบรุนแรงสุดคือการเลือกตั้งเป็นโมฆะ
วิษณุตีความคำว่า ‘ลับ’ ตามมาตรา 85 ว่า การเลือกตั้งโดยตรงและลับนั้น จะต้องเป็นความลับตลอดเวลา และระบบการเลือกตั้งจะต้องออกแบบให้ไม่มีช่องโหว่ที่ความลับนั้นถูกเปิดเผยในภายหลังได้ พร้อมอ้างบรรทัดฐานจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549 ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะคูหาเลือกตั้งหันไปผิดทางทำให้มีผู้อื่นเห็นตอนกากบาทได้ จึงเป็นบรรทัดฐานว่าให้ยึดเหตุการณ์ระหว่างกากบาทว่าต้องเป็นความลับ
“ครั้งนั้นการจัดคูหาแบบนั้นไม่ได้จัดทั้งประเทศ จัดเพียงบางแห่งเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น กกต. ก็ได้สั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ เสียเงินกี่พันกี่หมื่นล้านก็ต้องทำ ถ้า กกต.ไม่อยากสั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ก็ออกได้ทางเดียวคือ ที่ว่าการลงคะแนนเป็นความลับ หมายถึง ลับ ตอนกาบัตรเลือกตั้ง” วิษณุกล่าว

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
ขณะที่เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ บวรศักดิ์ได้โพสต์แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า คำว่า ‘ลับ’ ที่ไม่มีใครรู้เลยทั้งโลกไม่มีอยู่จริง โดยตีความคำว่าลับในทางกฎหมายว่า มีทั้งผู้ที่รู้เรื่องลับ และผู้ที่ปกปิดไม่ให้รู้ โดยผู้ที่จะรู้ความลับนั้นได้ก็ประกอบด้วย ผู้ทำ พูดหรือ เขียนความลับนั้นเอง และผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เข้าถึงความลับนั้น ซึ่งบวรศักดิ์มองว่า มีทั้ง กกต. และศาลที่สามารถใช้อำนาจหน้าที่เพื่อตรวจสอบความลับนั้นได้
บวรศักดิ์ยกตัวอย่างมาตรา 99 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ปี 2561 ที่บัญญัติว่า “เมื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทำเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรเลือกตั้งแล้ว ให้พับบัตรเลือกตั้งเพื่อมีให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร…” ซึ่งมีข้อยกเว้นเพียงกรณีเดียวคือตามมาตรา 92 ที่ยอมให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหรือคนอื่นทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งได้ตามเจตนาของผู้พิการหรือผู้ทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ
บวรศักดิ์ชี้ว่า กรณีนี้การลงคะแนนไม่เป็นความลับแน่ แต่กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้พิการทุพพลภาพหรือสูงอายุ อีกทั้งยังเคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561 แล้วว่า กรณีดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเรื่องความลับของการเลือกตั้ง เพราะตราบใดที่ไม่มีการเปิดเผยผลการลงคะแนนเสียงนั้นต่อสาธารณะ ก็ได้ถือว่าการเลือกตั้งนั้นยังเป็นไปโดยตรงและลับ


