มูลค่าการส่งออกไทยโต 19.5% ในเดือนสิงหาคม 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง 26 เดือนติดต่อกัน แต่นำเข้าขยายตัว 25.1% ทำให้ไทยยังขาดดุลต่อเนื่อง 11 เดือนติดต่อกัน กระทรวงพาณิชย์เชื่อมูลค่าส่งออกทั้งปีแตะระดับ 15% แต่ส่งออกปีถัดไปอาจไม่เติบโตสูงเท่าปีนี้
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (25 กันยายน) ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยเผยว่า การส่งออกในเดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่า 1,157,667 ล้านบาท ขยายตัว 24.3% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YoY) นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 ติดต่อกัน หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 19.5%
สำหรับปัจจัยหนุนการส่งออกไทย ณัฐิยา ระบุว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังคงมีสูง ตามแนวโน้มการลงทุนด้านดิจิตัลที่เติบโตไปทั่วโลก สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) โลกที่อยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือนที่ระดับ 52.3
นอกจากนี้ แม้ไทยจะโดนมาตรา 301 จากสหรัฐฯ แต่สินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีในหมวด Annex II และ Annex III ยังคงมีมากกว่า 2,120 รายการ หรือคิดเป็น 60% ของมูลค่าส่งออกไปยังสหรัฐฯ ทำให้การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งหนุนโดยกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการยกเว้นภาษี
ขณะเดียวกัน การส่งออกผลไม้ไปยังตลาดจีนกลับมาขยายตัวโดดเด่น โดยเฉพาะทุเรียนสดและมังคุดสด จากผลผลิตภาคใต้ที่ออกสู่ตลาด
อย่างไรก็ตาม การส่งออกไทยยังมีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้นจนกระทบต่อการขนส่ง และกำลังซื้เอในภูมิภาค พร้อมกันนี้ ยังต้องจับตามาตรการบริหารน้ำมันปาล์มดิบ เพื่อความมั่นคงทางพลังงานในประเทศ ซึ่งอาจกดดันภาพรวมการส่งออกสินค้าในอุตสาหกรรมเกษตร
ส่วนการนำเข้าในเดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่า 37,101.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,255,876 ล้านบาท) ขยายตัว 25.1% ทำให้ดุลการค้าของไทยขาดดุล 2,482.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (98,209 ล้านบาท) ในเดือนสิงหาคม 2569 และนับเป็นการขาดดุลต่อเนื่อง 11 เดือนติดต่อกัน
ทั้งนี้ การส่งออก 8 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวที่ 18.9% คิดเป็นมูลค่า 266,149.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8,506,873 ล้านบาท) หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 18.6%
ส่วนการนำเข้า ตลอด 8 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 303,986.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (9,841,648 ล้านบาท) ขยายตัว 36.1% ดุลการค้า ทำให้ในภาพรวม ไทยขาดดุลการค้าที่ 37,837.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,334,775 ล้านบาท)
เปิดแนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี
สำหรับแนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี 2569 ทาง สนค.คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI และความชัดเจนด้านมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และค่าขนส่ง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อการค้าโลกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าผลักดัน การเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (ART) ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว ควบคู่กับการขับเคลื่อน 9 ภารกิจเร่งด่วน เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก ยกระดับศักยภาพ SMEs และสินค้านวัตกรรม ตลอดจนเร่งเจรจา FTA เพื่อเปิดตลาดใหม่และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย
เชื่อส่งออกทั้งปี 2569 แตะระดับ 15%
สนค. ยังคงใช้สมมติฐานเดิมในการคาดการณ์อัตราการขยายตัวของการส่งออกทั้งปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 5.0-11.0% (ค่ากลาง 8%) พร้อมมองว่าช่วงที่เหลือของปี การส่งออกจะขยายตัวจากแรงหนุนของอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้ สนค. ยังมองว่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากช่วงครึ่งปีแรก หลังภาวะ front-loading มีแนวโน้มลดลง ตลอดจนความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังไม่สิ้นสุด
อย่างไรก็ตาม ณัฐิยาระบุว่า หากมีการปรับประมาณการอีกครั้งในไตรมาส 3 คาดว่าการส่งออกไทยปีนี้จะขยายตัวดีกว่าระดับ 11% และเป็นไปได้ที่จะสูงถึงระดับ 15% หรือมีมูลค่า 391,261.4 ล้านเหรียญ ซึ่งจะเป็นระดับการส่งออกที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์
มองส่งออกปี 70 อาจไม่โตดีเท่าเดิม
สำหรับการส่งออกในปี 2570 สนค. มองว่าการส่งออกจะมีการขยายตัวเป็นลบ เนื่องจากยอดการส่งออกในปีนี้มีฐานที่สูง ประกอบกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น รวมถึงภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและขยายวงกว้างขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ประกอบการอาจสั่งซื้อสินค้าน้อยลง หลังมีการ front-loading ที่ค่อนข้างสูงในปีนี้ ตลอดจนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่อาจเริ่มทรงตัว ทำให้อุปสงค์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไม่เติบโตเท่าเดิม
พร้อมกันนี้ สหรัฐอเมริกายังเผชิญปัญหาทางการเงิน ทั้งค่าเงินดอลลาร์ หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นในระดับสูง จนต้องบริหารการขาดดุลการค้า และอาจเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้นกว่าเคย

