เมื่อวานนี้ (16 กันยายน) อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) กำลังผลักดันกฎหมายใหม่ โดยจะสั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย เพื่อปกป้องวัยเยาว์จากการครอบงำของโลกออนไลน์
ประเด็นสำคัญ
อีกทั้ง สหภาพยุโรป (EU) ยังมองเห็นถึง ‘ความเสี่ยงมหาศาล’ จากเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะภัยคุกคามไซเบอร์และการแฮกข้อมูลในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยมีแผนจะเชิญผู้พัฒนา AI ชั้นนำของโลก เช่น Anthropic, OpenAI, SpaceXAI ร่วมหารือถึงแนวทางชะลอพัฒนาการของเทคโนโลยีให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย
ทำไมต้องแบน
อัวร์ซูลา มองว่า แอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียกำลัง “พรากชีวิตวัยเด็กไปจากเด็กๆ” เธอจึงต้องการปกป้องเยาวชนจากอันตรายบนโลกดิจิทัล และแก้ไขรูปแบบการออกแบบแอปที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเสพติด (Addictive Design)
แม้แพลตฟอร์มส่วนใหญ่จะมีกฎห้ามเด็กต่ำกว่า 13 ปีใช้งานอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมายังขาดมาตรการบังคับใช้จริงที่มีประสิทธิภาพ เธอจึงพยายามดึงอำนาจการควบคุมกลับมาจาก Big Tech เพื่อสร้างกฎเกณฑ์ชุดเดียวกันทั่วทั้งยุโรป และแสดงให้เห็นว่า สหภาพยุโรปเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ ไม่ใช่บรรดาบริษัทเทคโนโลยีทั้งหลาย
มาตรการแบนมีอะไรบ้าง ทำงานอย่างไร
มาตรการแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีของสหภาพยุโรป (EU) มีกลไกการทำงานและมาตรการบังคับใช้หลักผ่านร่างกฎหมาย Kids Act ซึ่งเป็นร่างกฎหมายดิจิทัลฉบับใหม่ ที่จะกำหนดมาตรการสั่งห้ามระดับทวีป (Total Ban) โดยจะกำหนดให้การใช้งานโซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด ครอบคลุมสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ ซึ่งเป็นการ ‘บังคับใช้มาตรฐานเดียว’ (Unified Rulebook) แทนการแยกใช้กฎหมายของแต่ละประเทศสมาชิกที่กระจัดกระจายและแตกต่างกัน
ร่างกฎหมาย Kids Act กำหนดให้มี ‘การย้อนภาระการพิสูจน์’ (Reverse the Burden of Proof) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกลไกนี้ โดยเปลี่ยนหน้าที่จากการที่ผู้ใช้ ผู้ปกครอง หรือหน่วยงานรัฐต้องคอยไล่ตรวจจับ มาเป็นการบังคับให้บริษัทเทคโนโลยี (Big Tech) ต้องเป็นผู้พิสูจน์เองว่า แพลตฟอร์มของตนมีความปลอดภัยต่อผู้เยาว์ก่อนเปิดให้ใช้งาน ซึ่งกฎหมายนี้จะมีขนาดและการกำกับดูแลที่สำคัญในระดับเดียวกับ Digital Services Act และ AI Act
EU ยังพยายามอุดช่องโหว่ด้านการบังคับใช้ ที่ผ่านมาแพลตฟอร์มใหญ่ๆ ยังไม่มีมาตรการบังคับใช้ที่ได้ผลจริง ร่างกฎหมายนี้จึงเข้ามาสร้างเกณฑ์บังคับและบทลงโทษโดยตรงแก่แพลตฟอร์ม
ส่วนการจัดระบบควบคุมตามช่วงอายุ (Tiered System) นั้น
ต่ำกว่า 13 ปี: ห้ามใช้งานโดยเด็ดขาด
ต่ำกว่า 15 ปี: ห้ามมีบัญชีส่วนตัว (Personal Account)
อายุ 13-15 ปี: อนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะ ‘บัญชีขนาดเล็ก’ (Mini Accounts) ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง มีการจำกัดฟีเจอร์ และจำกัดเวลาใช้งานไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน
EU ยังพยายามดำเนินการควบคู่กับร่างกฎหมาย Digital Fairness Act เพื่อควบคุมและห้ามใช้การออกแบบแอปพลิเคชันที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมเสพติดโซเชียล
โดยร่างกฎหมายเหล่านี้จะต้องผ่านการอนุมัติจากสภายุโรปและประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี โดยหลายประเทศได้เริ่มดำเนินการเองแล้ว เช่น ฝรั่งเศสที่เคยผ่านกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 15 ปีใช้งาน แต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกในเวลาต่อมา รวมถึงสเปน เดนมาร์ก และสวีเดน ขณะที่ออสเตรเลียได้กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่สั่งห้ามโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปี เมื่อเดือนธันวาคม 2025
มาตรการแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กต่ำกว่า 13 ปีของสหภาพยุโรปไม่เพียงแต่เป็นการท้าทายอำนาจของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เท่านั้น แต่ยังถือเป็น ‘จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ’ ในการลากเส้นแบ่งระหว่าง ‘ความปลอดภัยบนโลกดิจิทัล’ กับ ‘เสรีภาพในการเข้าถึงเทคโนโลยี’
แม้เส้นทางของร่างกฎหมาย Kids Act ยังคงต้องผ่านการทดสอบอีกหลายปราการ ทั้งในมิติการบังคับใช้จริง การก้าวทันการพัฒนาของ AI และบทพิสูจน์จากความเห็นที่แตกต่างกันในหมู่ประเทศสมาชิก แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้จุดประกายคำถามสำคัญไปทั่วโลกว่า ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราควรจะร่วมกันออกแบบพื้นที่ดิจิทัลอย่างไร ให้เยาวชนได้เติบโตอย่างปลอดภัย โดยไม่สูญเสียคุณค่าของชีวิตวัยเด็กไปในโลกโซเชียล
แฟ้มภาพ: Ground Picture / Shutterstock
อ้างอิง:


