วันนี้ (16 กันยายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายทุนพัฒนากำลังคนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาประเทศ ครั้งที่ 1/2569
โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการชดใช้ทุนของนักเรียนทุนรัฐบาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งถือเป็นการปรับเงื่อนไขครั้งสำคัญเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและดึงดูดคนรุ่นใหม่
การพิจารณาปรับแนวทางดังกล่าว เกิดขึ้นจากปัญหาจำนวนผู้สมัครรับทุนประเภทต่างๆ ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งผู้รับทุนต้องใช้ระยะเวลาศึกษานานและมีภาระผูกพันในการชดใช้ทุนยาวนาน ประกอบกับเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญามีอัตราที่สูงมาก ทำให้ทุนรัฐบาลขาดแรงดึงดูดเมื่อเทียบกับทุนการศึกษารูปแบบอื่นในปัจจุบันที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า
ทั้งนี้ สป.อว., สอวช. และ สวทช. ได้หารือร่วมกันและประเมินว่า หากไม่มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้รับทุนในอนาคต และทำให้ประเทศต้องสูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพสูงไปอย่างน่าเสียดาย จึงนำมาสู่การปรับเงื่อนไขใหม่ที่สำคัญ ดังนี้
- ลดระยะเวลาและเบี้ยปรับการชดใช้ทุน – จากเงื่อนไขเดิมที่ต้องชดใช้ทุน 2 เท่าของระยะเวลาศึกษา และหากผิดสัญญาต้องชดใช้เงินคืนรวมเบี้ยปรับถึง 3 เท่าของเงินทุน แนวทางใหม่ได้ปรับลดระยะเวลาชดใช้ทุนเหลือเพียง 1 เท่า (เพดานสูงสุดไม่เกิน 10 ปี) และ ลดเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญาลงครึ่งหนึ่ง ทำให้ยอดชดใช้รวมลดลงจาก 3 เท่า เหลือเพียง 2 เท่าของเงินทุน
- นับอายุงาน Post doc และเอกชนเป็นการชดใช้ทุน: ผู้รับทุนที่สำเร็จการศึกษาสามารถทำงานในฐานะนักวิจัยหลังปริญญาเอก (Postdoctoral Researcher) หรือทำงานในบริษัทเอกชนทั้งในและต่างประเทศได้ ไม่เกิน 2 ปี โดยให้นับรวมเป็นระยะเวลาชดใช้ทุนได้
ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวต้องเป็นที่ยอมรับระดับประเทศหรือนานาชาติ มีบทบาทต่อการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือการวิจัยของประเทศ โดยผู้รับทุนต้องอยู่ในตำแหน่งสำคัญ เช่น นักวิจัย วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และต้องเสนอรายละเอียดให้คณะกรรมการพิจารณาเห็นชอบก่อน
- เปิดทางย้ายสังกัดได้แม้หน่วยงานเดิมไม่ยินยอม – หากผู้รับทุนปฏิบัติงานชดใช้ทุน ณ หน่วยงานเดิมมาแล้ว ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง สามารถขอย้ายหน่วยงานได้แม้ต้นสังกัดเดิมจะไม่ยินยอม โดยย้ายไปทำงานในหน่วยงานของรัฐ หรือมูลนิธิที่ดำเนินงานด้านวิจัย วิชาการ หรือเพื่อสังคมได้
- เปิดช่องย้ายสู่ภาคเอกชน – กรณีชดใช้ทุนมาแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ผู้รับทุนสามารถย้ายไปทำงานในภาคเอกชนได้ หากบริษัทปลายทางตกลงชำระเงินทุนคงเหลือทั้งหมดแทน โดยแนวทางใหม่นี้ได้กำหนดบทเฉพาะกาลให้ สามารถมีผลย้อนหลังได้
- นอกจากนี้ ขณะเดียวกัน กรณีมีข้อพิพาทหรือปัญหาในการตีความและการปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว ให้คณะกรรมการนโยบายทุนพัฒนากำลังคนฯ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด เพื่อลดข้อพิพาทและปัญหาการฟ้องร้องที่จะเกิดขึ้น
“ทุนรัฐบาลต้องไม่เป็นพันธนาการ แต่ต้องเป็นใบเบิกทางให้คนเก่งกลับมาสร้างประเทศ วันนี้คนรุ่นใหม่มีทางเลือกมากขึ้น เงื่อนไขที่ผูกมัดเกินไปทำให้เราเสียโอกาสดึงคนเก่งเข้าระบบ การปรับครั้งนี้เปิดให้นักเรียนทุนได้ทำงานที่ตรงกับความเชี่ยวชาญและมีความสุขกับงานที่ทำ ได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งในเวทีวิจัยระดับโลกและภาคอุตสาหกรรม แล้วนำความรู้กลับมาขับเคลื่อนเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว และมีรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ กระทรวง อว. จะเร่งนำเสนอแนวทางดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติ และผลักดันให้มีผลบังคับใช้ได้ทันภายในปีนี้


