วันนี้ (16 กันยายน) เวลา 16.30 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และ พ.ศ. 2568 โดยมีเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายตอนหนึ่งว่า วันนี้มีการปรากฏเป็นข่าวว่า ในขณะที่คณะอนุชุดที่ 26 สอบสวนฝ่ายสีน้ำเงินมา 2 ปี ปรากฏว่ามีอีก 3 สำนวนที่เริ่มตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เสร็จ คือ สว. กลุ่มอิสระ กลุ่มไอลอว์ และ สว. กลุ่มสีส้ม ตนไม่เรียกว่าเป็นระบอบสีส้มหรือไม่ ทำไมวันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เชื่องช้า ซึ่งเป็นคำถามที่ท่านต้องตอบให้ได้ว่าวันนี้ถึงไหน สิ่งที่ตนต้องการคือ กกต. ต้องมีมาตรฐานเดียวกัน
โดยเอกสารในสำนวนที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ตนไม่ทราบว่า กกต. นั่งดูเขานำสำนวนที่อยู่ในมือ แล้วท่านเฉยเมย แม้จะบอกว่าไปแจ้งกองปราบแล้ว ท่านแจ้งแค่นั้นแต่ไม่บอกประชาชนว่ากำลังดำเนินการใดอยู่ ท่านนิ่งเงียบนิ่งเฉย จนน่ากลัวว่าท่านไม่ให้ความสนใจ ท่านนำความลับของท่านไปเผยแพร่ ท่านไม่รู้สึก ไม่รู้ร้อน ไม่รู้หนาวเลยหรือ ปล่อยให้มีคนเปิดทุกวัน เขามาหยามท่านทุกวัน ท่านก็ไม่รู้สึกอะไร เกิดอะไรขึ้นกับ กกต.
‘วันนี้ปัญหาอยู่ที่คนนำมาเปิดนี่นิด นี่หน่อย เลือกเฉพาะบางหน้า บางคำให้การ และบางประโยค เพื่อเป็นประโยชน์ทางการเมืองกับคนที่นำมาเปิด ประชาชนไม่ได้เห็นสำนวนครบถ้วน ในที่สุดสำนวนนั้นก็หลอกคนครึ่งประเทศ ตั้งแต่ยุวชนจนถึงผู้อาวุโสของประเทศ ลงชื่อเรียกร้องให้ กกต. ทำเช่นนั้นเช่นนี้ เพราะเชื่อสำนวนที่หลุดมา โดยไม่ฟังความจริงว่าสำนวนนี้แท้จริงเป็นอย่างไร ท่านไม่ออกมาเลย นิ่งเฉย นี่คือสิ่งที่ผมอยากตำหนิ กกต. และ กกต. ต้องตอบให้ได้ว่าทำไมถึงปล่อยให้เป็นเช่นนี้ วันนี้คนทั้งประเทศเขาเชื่อสำนวนแล้ว จากการที่เปิดบางประการเพื่อใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง’ นายศุภชัย กล่าว
ศุภชัย กล่าวว่า วันนี้จึงอยากให้ท่านตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน และรีบดำเนินคดีกับคนที่นำสำนวนนั้นมาเปิดเผย ที่ตนพูดมาไม่ได้มีเจตนาร้ายกับ กกต. ไม่ได้ต้องการที่จะปกป้องบุคคลใด หรือคนจากพรรคการเมืองใด ตนพูดตลอดว่าถ้าผิดก็ว่าไปตามผิด และจุดยืนตนไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตนออกมาปกป้องกรรมการบริหารพรรค และหัวหน้าพรรครวม 8 คน เพราะตนมั่นใจว่าเขาไม่ได้กระทำความผิด ขอบคุณ กกต. ทั้ง 7 คน ที่ได้ไปพิจารณาชั่งน้ำหนัก และลงมติไม่ดำเนินคดี และคิดว่าหากพยานหลักฐานไปไม่ถึงก็ต้องได้รับความเป็นธรรม ฉะนั้น จึงขอฝาก กกต. 5 ประการ ดังนี้
1.ท่านต้องชี้แจงองค์ประกอบ ที่มา กระบวนการ การทำงานของคณะอนุชุดที่ 26 ให้ชัดเจน เพื่อยุติข้อสงสัยที่ปรากฏต่อสาธารณะ
2.กำหนดและเปิดเผยหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับและใช้ข้อมูลจากหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ชัดว่ามีการประสานข้อมูลและอะไรคือกระบวนการไต่สวนที่ กกต. ดำเนินการเอง
3.ชี้แจงสถานะของสำนวนอื่นที่มีลักษณะเดียวกันใน 3 คดีที่ตนกล่าวข้างต้น ว่าท่านทำไปถึงไหนอย่างไร ทำไมจึงช้าอยู่ในมืออนุชุดที่ 26 ทำไมไม่ทำให้เสร็จสักที และชื่อที่ทำก่อนหน้านี้เป็นชื่อสีน้ำเงินทั้งนั้น แต่ชื่ออื่นๆ ที่มีหลักฐานชัดเจนหมด พูดตรงๆ คือท่านกล่าวหาว่าสีน้ำเงินฮั้ว แต่สีอื่นก็มีลักษณะฮั้วเช่นกัน หากบอกว่าสีน้ำเงินโกง ท่านก็โกงเช่นเดียวกัน
4.ท่านต้องตรวจสอบระบบรักษาความลับ การเข้าถึงเอกสารในสำนวนอย่างจริงจัง หากเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดนำเอกสารที่ไม่ควรเปิดเผยออกไป ท่านก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย และไม่เลือกฝ่าย
5.เมื่อพิจารณาคดีใดแล้ว อยากขอให้ กกต. ยึดหลักว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ ก็ดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่หากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ ท่านก็ควรพิจารณาอย่างเป็นธรรม และไม่ด่วนสรุปจากสังคม เพราะกฎหมายให้อำนาจท่านอย่างเต็มที่ ไม่ให้ท่านเป็นบุรุษไปรษณีย์
“ถ้าท่านเชื่อท่านก็ฟ้อง ท่านไม่เชื่อ ท่านก็ยกคำร้อง คดีฮั้ว สว. คงต้องดำเนินการต่อในกระบวนการของศาล สำหรับผู้ที่ กกต. มีมติดำเนินการ ดังนั้น ผมอยากบอกว่า วันนี้ไม่ใช่การที่จะประกาศว่าใครชนะ และไม่ใช่เวลาที่ฝ่ายใดจะประกาศว่าอีกฝ่ายเป็นผู้กระทำผิดเด็ดขาด ผู้ที่ถูกกล่าวหาก็ยังมีข้อสันนิษฐานตามกฎหมายในการที่จะต่อสู้และมีสิทธิ์ตามกระบวนการ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยขององค์กรที่มีอำนาจ สิ่งที่สภาฯ ควรทำคือ พวกเราต้องใช้กรณีนี้เป็นบทเรียน เพื่อทำให้ระบบตรวจสอบของประเทศแข็งแรงขึ้น กกต. เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูง ฉะนั้น ต้องมีมาตรฐานสูง เพราะคำวินิจฉัยของ กกต. ไม่ได้กระทบเพียงแค่ผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง หรือพรรคการเมืองหนึ่งพรรค แต่กระทบความเชื่อมั่นของประเทศ ที่มีระบบเลือกตั้งทั้งระบบ และขอส่งท้ายว่าขอให้ดำเนินการ เมื่อพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ ขอให้ยุติหรือไม่ดำเนินการ เมื่อพยานหลักฐานไม่ถึงมาตรฐานของกฎหมาย ขอให้ยึดหลักกฎหมายมากกว่ากระแสสังคม และขอให้รักษาความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่” ศุภชัย กล่าว


