×

ทำความรู้จักกฎหมายใหม่ ‘Dual-Class Shares’ กลไกใหม่ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังผลักดัน ความหวังที่จะมาช่วยดันหุ้นไทยปีหน้าพุ่งสู่ 2,000 จุด

16.09.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกอธิบายกฎหมาย Dual-Class Shares และเป้าหมายดันหุ้นไทย 2,000 จุด

ตลาดหลักทรัพย์ ได้ร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และ สำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอแก้กฎหมาย โดยนำกลไก Dual-Class Shares มาใช้ โดยอยู่ในกระบวนการนำเสนอผ่านคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (บยป.) ที่มีอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ เป็นประธาน ก่อนจะเสนอไปยังกระทรวงการคลัง และเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป โดยคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินขั้นตอนทางกฎหมายราว 1-2 เดือนข้างหน้า มาช่วยปลดล็อก Free Float ดึงกองทุนต่างชาติถือหุ้น หวังดันหุ้นไทยปีหน้าพุ่งสู่ 2,000 จุด

 

 

ทำความรู้จักร่างกฎหมาย Dual-Class Shares คืออะไร

 

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เปิดเผยถึงทิศทางและรายละเอียดของร่างกฎหมาย Dual-Class Shares ว่า การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกลไกเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านตลาดหุ้นไทย โดยหลักการของ Dual-Class Shares หรือหุ้นหลายประเภท คือการทลายกรอบเดิมที่กำหนดให้ 1 หุ้น เท่ากับ 1 เสียง มาเป็นการกำหนดสิทธิ์ออกเสียงที่แตกต่างกันได้ เช่น 1 หุ้น อาจมีสิทธิ์ออกเสียงได้ 2 เสียง หรือ 5 เสียง ขณะที่สิทธิ์ในการรับเงินปันผล (Dividend) ยังคงเท่ากัน

 

กลไกนี้เป็นรูปแบบที่บริษัทเทคโนโลยีและธุรกิจ New Economy ระดับโลกใช้ในการระดมทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศมาอย่างยาวนาน เช่น SpaceX หรือ Alibaba ซึ่งผู้ก่อตั้งหรือเจ้าของธุรกิจถือหุ้นเพียง 40-50% แต่ยังคงมีสิทธิ์ออกเสียงสูงถึง 75% ทำให้เจ้าของธุรกิจที่มีศักยภาพ ตลอดจนธุรกิจครอบครัว ไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญเสียสิทธิ์ในการควบคุมและบริหารกิจการเมื่อเปิดขายหุ้นให้แก่สาธารณชน

 

เปิดช่องกลุ่ม IPO ใหม่ – ปลดล็อก ‘หุ้นใหญ่’ ดึงเม็ดเงินต่างชาติ ดันดัชนีแตะ 2,000 จุด

 

ศ.พิเศษ กิติพงศ์ ระบุว่า การใช้นวัตกรรม Dual-Class Shares จะบังคับใช้กับบริษัทที่จะเข้าเสนอขายหุ้น IPO ใหม่หลังเกณฑ์มีผลบังคับใช้ ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแนวคิดเปิดช่องให้บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่เดิม (Big Caps) สามารถดำเนินการได้หากได้รับความยินยอมจากบริษัท ยกตัวอย่างเช่น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) DELTA, ปตท. (PTT) หรือ ธนาคารกรุงไทย (KTB)

 

หากบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้หรือรัฐบาลยินยอมนำหุ้นในส่วนที่ถืออยู่ออกมาเสนอขายเพิ่มเติมในตลาด เช่น ปตท. หรือธนาคารกรุงไทย ที่รัฐบาลถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนสูง หากลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 49% โดยใช้โครงสร้างหุ้น Dual-Class Shares รัฐบาลจะยังคงรักษาสิทธิ์ในการควบคุมนโยบายสำคัญไว้ได้เช่นเดิม

 

ภาพกราฟิกอธิบายกฎหมาย Dual-Class Shares และเป้าหมายดันหุ้นไทย 2,000 จุด 1

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

 

การปรับโครงสร้างนี้จะสร้างผลลัพธ์มหาศาลต่อตลาดทุนไทยใน 3 มิติหลัก ดังนี้

 

  • ปลดล็อกสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและแก้ Pain Point เรื่อง Free Float ตลาดหุ้นไทยได้อย่างตรงจุด
  • ตอบโจทย์เกณฑ์ MSCI เป็นการยกระดับโครงสร้างตามมาตรฐานสากล ซึ่งช่วยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนของกองทุนชั้นนำระดับโลกในดัชนี MSCI Thailand
  • หารายได้เข้าภาครัฐโดยไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ ช่วยเปิดช่องทางให้กระทรวงการคลังระดมเงินทุนได้หลายหมื่นล้านบาทจากการขายหุ้น เพื่อนำไปใช้บริหารจัดการเศรษฐกิจ โดยไม่นับเป็นหนี้สาธารณะและไม่ต้องตั้งงบประมาณกู้เงินใหม่

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ระดับ 2,000 จุด ศ.พิเศษ กิติพงศ์ กล่าวว่า เป้าหมายดัชนี 2,000 จุด ภายในระยะเวลา 2-3 ปี หรือภายในปี 2570 ไม่ถือว่าช้าเกินไป ซึ่งกระบวนการแก้กฎหมาย Dual-Class Shares ที่เป็นกฎหมายเพียงมาตราเดียวใน พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งที่จะพาตลาดหุ้นไทยไปสู่ระดับ 2,000 จุด ได้ภายในปีหน้าได้อย่างแน่นอน

 

ผนึกกำลังเปิดตัว PE Trust และ UHC Consortium 2 กลไกหลักหนุนธุรกิจ New Economy

 

นอกเหนือจากการสปีดปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายแล้ว ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ยังได้จับมือกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมพันธมิตรภาครัฐและเอกชน แถลงข่าวเปิดตัว กองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust: PE Trust) มูลค่าเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท และ University Holding Consortium (UHC) ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

ในงานแถลงข่าว ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand New Economy: From Knowledge to National Growth” โดยระบุว่า ประเทศไทยมีฐานองค์ความรู้และเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep-Tech) ที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่บริษัท Spin-off และธุรกิจ New Economy การจัดตั้ง PE Trust และ UHC Consortium จะเป็นสองกลไกสำคัญในการเติมเต็มระบบนิเวศ โดย UHC Consortium จะเชื่อมโยงศักยภาพของมหาวิทยาลัยและพัฒนาธุรกิจจากงานวิจัย ขณะที่ PE Trust จะทำหน้าที่เป็นกลไกเงินทุนที่เข้าไปสนับสนุนธุรกิจให้ขยายการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

 

ภาพกราฟิกอธิบายกฎหมาย Dual-Class Shares และเป้าหมายดันหุ้นไทย 2,000 จุด 2

ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.

 

สำหรับรายละเอียดของ 2 กลไกหลัก ประกอบด้วย

 

  • กองทรัสต์ PE Trust มูลค่าเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท เป็นการร่วมทุนจาก CMDF จำนวน 300 ล้านบาท, NIA จำนวน 300 ล้านบาท, สภาอุตสาหกรรมฯ และพันธมิตรเอกชนอีก 100 ล้านบาท รวมกับผู้ร่วมลงทุนอื่นรวมเป็น 1,000 ล้านบาทในวันเปิดตัว มุ่งเน้นลงทุนนอกตลาดในกลุ่มธุรกิจ New Economy 4 ด้านหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีเชิงลึก (Deep-Tech), ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI), เทคโนโลยีทางการแพทย์และสุขภาพ (MedTech & HealthTech) และเทคโนโลยีการเกษตรและอาหารแห่งอนาคต (AgriTech & FoodTech) โดยเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มาร่วมลงทุนสามารถนำเงินลงทุนไปสิทธิประโยชน์ตัดลดหย่อนภาษีได้
  • University Holding Consortium (UHC Consortium) การรวมตัวของสถาบันอุดมศึกษา 15 แห่ง พร้อมบริษัทโฮลดิ้งของแต่ละสถาบัน เพื่อเชื่อมโยงทรัพยากร และดึงงานวิจัย Deep-Tech สิทธิบัตร และทรัพย์สินทางปัญญา (IP) จากห้องแล็บออกมาพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์และการลงทุนในระดับที่ใหญ่ขึ้น

 

ศ.พิเศษ กิติพงศ์ ย้ำทิ้งท้ายว่า ในภาวะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน New Economy ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นทางรอดและทิศทางที่ประเทศไทยต้องเดินหน้าอย่างจริงจัง การผสานกลไก PE Trust, UHC Consortium ร่วมกับการปรับเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ทำงานร่วมกับ BOI จะช่วยเชื่อมเส้นทางการเติบโตของธุรกิจ New Economy ตั้งแต่การบ่มเพาะในมหาวิทยาลัย การระดมทุนนอกตลาด ไปจนถึงการเข้าจดทะเบียนในตลาดทุน ทั้ง LiVEx, mai และ SET

 

เมื่อผนวกเข้ากับการผลักดันกฎหมาย Dual-Class Shares ที่อยู่ระหว่างเสนอ ครม. จะยิ่งช่วยปลดล็อกให้เจ้าของธุรกิจ Startup และ New Economy ตัดสินใจเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทยได้ง่ายยิ่งขึ้น และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่เป้าหมายดัชนี 2,000 จุดต่อไป

 

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน ยังแสดงมุมมองมุมมองต่อทิศทางตลาดทุนไทยสอดคล้องกับประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ มีโอกาสในการดัน SET Index ไปสู่ระดับ 2,000 จุด นั้น ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน ให้ความเห็นว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ภายในระยะเวลา 1-2 ปีข้างหน้า มีความหวังและโอกาสที่จะเห็นดัชนีพุ่งทะยานไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างแน่นอน

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories