วันนี้( 9 กันยายน) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยความคืบหน้ากรณีน้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร บริเวณถนนเชื้อเพลิง ใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 รอยต่อเขตคลองเตยและเขตยานนาวา โดยระบุว่าสถานการณ์ในขณะนี้เริ่มคลี่คลายและมีแนวโน้มบรรเทาความรุนแรงลง หลังจากบริษัทผู้ดูแลระบบได้สั่งหยุดจ่ายน้ำมันผ่านท่อ ส่งผลให้แรงดันภายในท่อที่เดิมสูงถึง 40 บาร์ลดลง และทำให้การรั่วซึมของน้ำมันลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ จากการเฝ้าระวังและตรวจวัดไอระเหยของน้ำมันในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พบว่าค่าที่ได้ยังไม่เกินระดับมาตรฐานที่กำหนด ประกอบกับผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินตามหลักวิชาการแล้ว ยืนยันว่ายังไม่พบเงื่อนไขหรือความเสี่ยงที่จำเป็นต้องอพยพประชาชนออกจากพื้นที่
สำหรับจุดเกิดเหตุนั้นเป็นแนวท่อส่งน้ำมันขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 14 นิ้ว จำนวน 2 ท่อ ซึ่งมีอายุการใช้งานมานานกว่า 30 ปี ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำมันไปยังสถานีเพิ่มแรงดันช่องนนทรี เพื่อส่งต่อไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและกระจายสู่ภาคเหนือ รวมถึงมีเส้นทางแยกไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง แม้ขณะนี้จะยังไม่พบจุดรั่วที่แน่ชัด แต่สามารถระบุตำแหน่งโดยประมาณได้แล้ว ซึ่งน้ำมันได้ไหลลงสู่บ่อพักระบบท่อระบายน้ำรูปตัว Y ของ กทม. โดยที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ทำการดูดของเหลวออกจากระบบไปแล้วราว 20,000 ลิตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำฝนที่ปะปนกับน้ำมัน และขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องดูดของเหลวเพิ่มเติมเนื่องจากสถานการณ์ค่อนข้างนิ่ง
กรุงเทพมหานครได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดและเน้นย้ำให้บริษัทผู้รับผิดชอบเร่งค้นหาต้นเหตุของการรั่วซึมอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นวิธีเดียวที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างถาวร ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการใช้เครื่องมือเฉพาะทางและขุดเจาะเปิดหน้าดินบริเวณจุดที่คาดว่าจะมีปัญหา ซึ่งการดำเนินการต้องทำด้วยความระมัดระวังขั้นสูงสุด มีการใช้เสาเข็มพืด (Sheet Pile) เพื่อป้องกันดินสไลด์และรักษาความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานโดยรอบ เนื่องจากแนวท่อดังกล่าวมีความสำคัญและพาดผ่านพื้นที่ใกล้เคียงกับเส้นทางรถไฟและทางพิเศษ
แม้เหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครมาก่อน แต่ กทม. ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก โดยได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เทศกิจลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือน และให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับชุมชนโดยรอบ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนงดเว้นการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงหรือการก่อให้เกิดประกายไฟในบริเวณใกล้เคียงพื้นที่เกิดเหตุอย่างเด็ดขาด โดยกรุงเทพมหานครจะยังคงจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและตรวจวัดไอระเหยอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะได้รับการแก้ไขจนกลับสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์


