อาร์เธอร์ เลฟเฟอร์ หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ แอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ลดภาษีที่เก็บจากการทำงานลง เพื่อแก้วิกฤตการว่างงานของคนหนุ่มสาวในประเทศ
ประเด็นสำคัญ
เลฟเฟอร์ซึ่งเป็นเจ้าของทฤษฎีภาษีที่ใช้ชื่อของเขาเอง ระบุว่านายกรัฐมนตรีต้องลดภาษีเพื่อฟื้นเศรษฐกิจอังกฤษที่กำลังซบเซา พร้อมเตือนว่าการไล่เก็บภาษีจากคนรวยจะเป็นหายนะ
ก่อนเดินทางมาเยือนกรุงลอนดอนในสัปดาห์นี้ตามคำเชิญขององค์กรการกุศล Jobs Foundation เขาให้สัมภาษณ์ว่าหากเก็บภาษีจากคนที่ทำงานแล้วเอาเงินไปจ่ายให้คนที่ไม่ทำงาน ก็ไม่ต้องแปลกใจที่จะพบว่ามีคนจำนวนมากไม่ยอมทำงาน
เขาตั้งคำถามต่อว่าทำไมไม่ลดอัตราภาษีของคนกลุ่มนี้ลง แล้วปล่อยให้พวกเขาหาแรงจูงใจในการทำงานเอง
ตัวเลขว่างงานที่ยังใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ข้อมูลพบว่าการว่างงานของคนหนุ่มสาวในอังกฤษยังคงติดอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยจำนวนคนอายุต่ำกว่า 25 ปีที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้เข้ารับการฝึกอบรมเกือบ 1 ล้านคน ขณะที่อัตราการว่างงานของกลุ่มอายุ 16-24 ปี อยู่ที่ 16.2%
ฝั่งผู้ประกอบการโทษว่าสาเหตุมาจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำติดต่อกันหลายครั้งในอัตราที่สูงกว่าเงินเฟ้อ รวมถึงการที่พรรคแรงงานตัดสินใจเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมที่บริษัทต้องจ่ายตามฐานค่าจ้าง
เลฟเฟอร์มองว่าสิ่งที่ต้องทำคือการสร้างงาน ไม่ใช่การจ่ายเงินให้คนไม่ต้องทำงาน โดยเขาเชื่อว่าเศรษฐศาสตร์ที่ดีจะช่วยแก้ปัญหาสังคม ส่วนเศรษฐศาสตร์ที่แย่จะให้ผลตรงกันข้าม
เขาอธิบายว่าหลังจากว่างงานไป 1-2 ปี คนเหล่านั้นจะกลายเป็นคนที่จ้างงานไม่ได้ และเมื่อกลายเป็นคนที่จ้างงานไม่ได้แล้วก็จะเริ่มมีท่าทีก้าวร้าวและมองโลกในแง่ลบ สุดท้ายจึงเกิดหายนะขนาดใหญ่ขึ้นจริง ทั้งที่ความตั้งใจแรกของการผลักดันให้คนได้ค่าจ้างสูงคือการป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้
ในมุมของเลฟเฟอร์ สวัสดิการที่ดีที่สุดคือการมีงานดีที่จ่ายค่าจ้างสูง ไม่ใช่เช็คจากรัฐบาล
คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสำหรับผู้เจ็บป่วยของอังกฤษที่พุ่งขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ช่วงโรคระบาด และการว่างงานของคนหนุ่มสาวที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ภาระภาษีก็ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมานอกช่วงสงคราม
โดยภาระภาษีของอังกฤษมีแนวโน้มจะแตะระดับ 38% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ภายในต้นทศวรรษหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
Laffer Curve ชี้ขึ้นภาษีแล้วรายได้รัฐกลับลด
ทฤษฎีภาษีที่เป็นลายเซ็นของเลฟเฟอร์คือเส้นโค้ง Laffer Curve ซึ่งอธิบายว่าการขึ้นอัตราภาษีจะนำไปสู่รายได้ภาษีที่ลดลงในที่สุด เพราะภาษีที่สูงขึ้นจะบั่นทอนแรงจูงใจในการทำงานหรือการสร้างความมั่งคั่ง
รายงานระบุว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นในอังกฤษมาแล้ว เมื่อ กอร์ดอน บราวน์ ขึ้นอัตราภาษีเงินได้ขั้นสูงสุดจาก 40 เพนนีเป็น 50 เพนนีต่อปอนด์ในปี 2010 แล้วรายได้ที่กระทรวงการคลังจัดเก็บได้กลับลดลง ซึ่งเลฟเฟอร์ระบุว่าเศรษฐกิจดิ่งลงตรงๆ หลังจากนั้น
ต่อมา เดวิด แคเมอรอน ได้แก้ไขความเสียหายบางส่วนด้วยการลดอัตราภาษีขั้นสูงสุดจาก 50 เพนนีเหลือ 45 เพนนี ทว่าเลฟเฟอร์เห็นว่าอดีตนายกรัฐมนตรีรายนี้ยังทำไม่มากพอ
เขาระบุว่าแคเมอรอนควรลดลงไปถึง 30 เพนนี ซึ่งถ้าทำเช่นนั้นป่านนี้อังกฤษคงพ้นจากปัญหาไปแล้ว และคงกำลังบ่นว่าประเทศรุ่งเรืองเกินไปแทน
สำหรับภูมิหลังของเลฟเฟอร์นั้น เขาวัย 86 ปี ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน และเคยเป็นที่ปรึกษาให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึง 3 คน ทั้ง โรนัลด์ เรแกน, บิล คลินตัน และ โดนัลด์ ทรัมป์ อีกทั้งยังได้รับเหรียญอิสรภาพประธานาธิบดีจากทรัมป์ด้วย
ในฝั่งอังกฤษ เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ มาร์กาเรต แทตเชอร์ และนายกรัฐมนตรีอังกฤษแทบทุกคนตั้งแต่ ฮาโรลด์ แมคมิลลาน จนถึง ริชี ซูนัค ต่างเปิดประตูต้อนรับเขา ยกเว้นเพียงกอร์ดอน บราวน์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เลฟเฟอร์หวังว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกว่านั้นกับรัฐบาลของเบิร์นแฮม โดยเรียกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่ามีความสามารถ และเชื่อว่าเบิร์นแฮมมุ่งมั่นเต็มที่กับการทำให้อังกฤษยิ่งใหญ่และนำความรุ่งเรืองกลับมา
คำเตือนเรื่องภาษีความมั่งคั่ง
ประเด็นที่เลฟเฟอร์กังวลที่สุดคือกระแสข่าวว่าจะมีภาษีความมั่งคั่งรูปแบบใหม่ปรากฏในงบประมาณฉบับแรกของ จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีคลัง ที่จะเสนอในวันที่ 28 ตุลาคม ซึ่งเบิร์นแฮมยังไม่ยอมตัดความเป็นไปได้ที่จะขึ้นภาษี
กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่รัฐแคลิฟอร์เนียกำลังจะลงมติในเดือนพฤศจิกายน เรื่องการเก็บภาษีครั้งเดียว 5% จากความมั่งคั่งสุทธิของผู้ที่มีสินทรัพย์เกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.29 หมื่นล้านบาท)
เลฟเฟอร์ซึ่งจะขึ้นเวทีถกเรื่องข้อดีข้อเสียของภาษีความมั่งคั่งในลอนดอน ระบุว่ามาตรการนี้จะเป็นหายนะสำหรับอังกฤษ และจะเป็นหายนะเช่นกันหากผ่านในแคลิฟอร์เนีย เพราะเป็นการทำทุกอย่างที่ไม่ควรทำจนไล่กลุ่มคนที่สร้างผลผลิตสูงสุดออกไป
เขายกตัวอย่างว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีมหาเศรษฐีระดับพันล้านย้ายเข้าอังกฤษเพียงคนเดียว นั่นคือเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอังกฤษ ซึ่งเสียภาษีให้สหรัฐฯ ไม่ใช่อังกฤษ
เมื่อ 2 ปีก่อน เลฟเฟอร์เคยเตือนว่าภาษีที่สูงจะผลักอังกฤษเข้าสู่ความยากจนข้นแค้น ซึ่งเมื่อถูกถามว่าเขาพูดเกินจริงไปหรือไม่ เขาตอบว่าอาจเกินไปนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เกินจริงมากนัก
เขาชี้ว่าความถดถอยของอังกฤษดำเนินมาหลายทศวรรษแล้ว โดยในปี 1950 อังกฤษมีสัดส่วนราว 6.5% ของ GDP โลก แต่ปัจจุบันเหลือราว 3.2% พร้อมโต้แย้งว่าอังกฤษได้ออกกฎจนภาคพลังงานแทบไม่เหลืออยู่ ซึ่งเขาหมายถึงกฎเกณฑ์ด้านการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ รวมถึงภาษีลาภลอยที่เก็บจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ
สำหรับข้อเสนอที่เลฟเฟอร์หวังว่าเบิร์นแฮมจะเปิดใจรับคือการเก็บภาษีอัตราต่ำในฐานภาษีที่กว้าง, การควบคุมการใช้จ่ายภาครัฐ, การรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน, กฎระเบียบที่น้อยที่สุด และการค้าเสรี จากนั้นก็ปล่อยให้ตลาดทำงานไป
เขาทิ้งท้ายว่าไม่มีเหตุผลใดที่พรรคแรงงานจะทำสิ่งที่ถูกต้องไม่ได้ และไม่มีเหตุผลใดที่เบิร์นแฮมจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่อังกฤษเคยมีไม่ได้
ภาพ: blurAZ / Shutterstock
อ้างอิง:

