วันนี้ (8 กันยายน) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใน 2 เรื่องสำคัญเกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรการภาครัฐและการช่วยเหลือประชาชน
ลลิดากล่าวว่า รัฐบาลเตรียมอุดช่องโหว่การทุจริตสอบภาค ก. ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หลังตรวจพบการทุจริตย้อนหลังตั้งแต่ปี 2559 รวม 114 กรณี โดยเฉพาะการสวมตัวสอบ โดย ก.พ. ได้เสนอมาตรการสำคัญ ดังนี้
- กำหนดให้ข้าราชการที่พบว่าทุจริตสอบหลังบรรจุแล้ว มีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และให้ลงโทษไล่ออกจากราชการสถานเดียว หากพบก่อนบรรจุให้สั่งให้ออกจากราชการทันที พร้อมทั้งเตรียมแก้ไขกฎหมายเพื่อเรียกคืนเงินเดือนและประโยชน์อื่นที่เคยได้รับไปกลับคืนมาเต็มจำนวน
- ให้ทุกองค์กรกลางบริหารงานบุคคลจัดทำบัญชีผู้ทุจริตส่งให้ ก.พ. รวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบลักษณะต้องห้าม ป้องกันไม่ให้ผู้เคยทุจริตเวียนไปสมัครสอบหน่วยงานอื่น โดยปัจจุบันมีการเพิกถอนผลสอบและตัดสิทธิแล้ว 24 ราย
- แผนปรับระบบสอบ 3 ระยะ ดังนี้ ระยะสั้น (1 ปี) กำหนดเกณฑ์วินัยชัดเจน, ระยะกลาง (3 ปี) ยกเลิกการสอบแบบ Paper & Pencil โดยปรับไปสู่ระบบ e-Exam ทั้งหมดเพื่อเพิ่มความปลอดภัย และระยะยาว (5 ปี) ผลักดันกฎหมายเฉพาะกำหนดโทษทางอาญาที่เข้มงวดครอบคลุมทั้งขบวนการ
“รัฐบาลต้องการปิดช่องว่างตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้คนที่โกงสอบสามารถเข้ามาอยู่ในระบบราชการ และหากตรวจพบภายหลัง ก็ต้องมีมาตรฐานลงโทษที่ชัดเจนและจริงจัง รวมถึงต้องมีฐานข้อมูลกลางที่ทุกหน่วยงานตรวจสอบร่วมกันได้ เพื่อไม่ให้ผู้ที่เคยทุจริตสามารถเวียนไปสมัครสอบในหน่วยงานอื่นอีก” ลลิดากล่าว
ลลิตากล่าวอีกว่า รัฐบาลได้อนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพิ่มเติมอีก 240.75 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่มเติมในช่วงวันที่ 26 ธันวาคม 2568 – 23 กรกฎาคม 2569 ต่อเนื่องจากกรอบเดิม 577.3 ล้านบาท
การจัดสรรงบประมาณแบ่งเป็น กระทรวงกลาโหม 166.25 ล้านบาท, กระทรวงมหาดไทย 65 ล้านบาท และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 9.5 ล้านบาท โดยให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบข้อมูลความเสียหาย บาดเจ็บ หรือเสียชีวิตให้เป็นปัจจุบันและถูกต้องตรงกัน ป้องกันการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน และจ่ายเงินเยียวยาให้ถึงมือผู้มีสิทธิ์อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มกรอบวงเงินครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ที่มีสิทธิได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง และไม่ตกหล่น พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งตรวจสอบข้อมูลและเบิกจ่ายให้ถึงมือผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว” ลลิดากล่าว


