วันนี้ (7 กันยายน) วีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 สงวนความเห็นมาตรา 4 โดยเสนอปรับลดงบประมาณ 7,400 ล้านบาท เพื่อให้เท่ากับวงเงินปี 2569 ซึ่งเป็นการเสนอให้จัดทำงบประมาณแบบ Zero Growth Budget หรือการไม่เพิ่มวงเงินงบประมาณจากปีก่อนหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับฐานะการเงินการคลังที่จัดเก็บรายได้ไม่เพิ่มขึ้น จนต้องทำงบฯ ขาดดุลเรื้อรัง และออก พ.ร.ก.เงินกู้ จนมีภาระหนี้สูงถึง 4 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่างบกระทรวงกลาโหม สิ่งนี้ถือเป็นสัญญาณอันตราย
วีระระบุด้วยว่า ปี 2569 รัฐขาดดุล 8.6 แสนล้านบาท ส่วนปี 2570 ก็ยังต้องกู้ชดเชยการขาดดุล เป็นสภาพจำยอมแบบมัดมือชก เพราะงบรายจ่ายประจำสูงถึง 80% ส่วนงบลงทุน 20% แทบทั้งหมดเป็นเงินกู้ ตอนนี้ไทยติดกับดักงบประมาณและหนี้สาธารณะ นำไปสู่กับดักทางการคลัง วิกฤตการเงินการคลัง และวิกฤตเศรษฐกิจจากปัจจัยภายใน หาก 2-3 ปีนี้ไม่เปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจที่โตเพียง 2% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่ 2.7-2.8% จะติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง หรือเกิดสภาพ ‘แคทช์ ทเวนตี้ทู’ ที่ทำอะไรไม่ได้ ยิ่งทำยิ่งติดกับดัก
วีระยังเสนอทางหลีกเลี่ยง คือ ไม่เพิ่มงบประมาณไปอีก 2-3 ปี และบริหารจัดการเงินนอกงบประมาณที่มีสะสมราว 4 ล้านล้านบาท เพื่อเป็นประตูระบายน้ำดึงเงินมาเติมสภาพคล่อง โดยน่าตกใจว่าปี 2570 มีหน่วยงานรัฐยอมนำเงินนอกงบฯ มาสมทบเพียง 9.5 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 2.5% ของงบรายจ่าย
พร้อมเปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทย สาธารณสุข กลาโหม และคมนาคม มีเงินนอกงบฯ จำนวนมากแต่ไม่นำมาสมทบ จึงอยากให้ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติร่วมมือกันหาวิธีการกำกับดูแลเพื่อนำเงินส่วนนี้มาใช้ลดภาระทางการคลังต่อไป


