ปฏิเสธไม่ได้ว่า SMEs ไทย คือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและการจ้างงาน แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการ SMEs ต่างกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
THE STANDARD มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่จะมาฉายภาพถึงนโยบายช่วยเหลือและสนับสนุน SMEs ไทย รวมถึงวิธีรับมือกับความท้าทายที่มีอยู่รอบด้าน

เปิดวิสัยทัศน์หนุน SMEs ไทย สร้างภูมิคุ้มกันธุรกิจฝ่าวิกฤตโลก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เริ่มฉายภาพให้เห็นว่า ในความเป็นจริงแล้ว SMEs ไทย จะเปรียบเสมือนรากฐานและพลังขับเคลื่อนหลักที่คอยอุ้มชูอัตราการจ้างงานและระบบเศรษฐกิจไทย เอาไว้มหาศาล แต่ด้วยจุดเปราะบางพื้นฐานของธุรกิจขนาดเล็กที่มักจะขาดแคลน ‘เงินทุน’ และ ‘องค์ความรู้’ ทั้งในมิติของเทคโนโลยีสมัยใหม่และกติกาโลกที่เปลี่ยนไป
ส่งผลให้เมื่อมีปัจจัยภายนอกเข้ามาซ้ำเติม ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือมาตรการทางการค้าใหม่ๆ เข้ามา ทำให้ SMEs ไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักและเสี่ยงต่อการปิดตัวได้ง่าย ถ้าเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่
SME D Bank นำทัพสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ช่วย SMEs ไทย ฝ่าวิกฤต
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้วางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อเข้ามาเป็นพลังหนุนหลังให้แก่ผู้ประกอบการ โดยมอบหมายนโยบายให้ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ซึ่งเป็นสถาบันการเงินภายใต้กำกับ เดินหน้าสนับสนุนและยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น พร้อมก้าวสู่ธุรกิจยุคใหม่ที่สอดคล้องแนวโน้มเทรนด์ธุรกิจของโลกในปัจจุบันและอนาคต

นอกจากนี้ SME D Bank ยังทำหน้าที่เป็นหัวหอกหลัก ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในสังกัด เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.), กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เป็นต้น เพื่อเข้ามาดูแลและแก้ปัญหาให้แก่ SMEs ในรูปแบบบูรณาการ โดยเฉพาะการปลดล็อกปัญหาด้านสภาพคล่อง ผ่านการเข้าถึงแหล่งทุน ใน 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน ได้แก่
- สินเชื่อ ‘SME Green Productivity’ สำหรับสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการลงทุนติดตั้งระบบอุปกรณ์ ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต เครื่องจักร อุปกรณ์ เพื่อใช้พลังงานสะอาด และมุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียว เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในภาคผลิตหรือบริการสีเขียว รวมถึงปรับกระบวนการผลิตหรือเทคโนโลยีเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงลงทุนรถไฟฟ้า หรือเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะพลังงานสะอาด เป็นต้น เหมาะสำหรับธุรกิจหลากหลาย ทั้งโรงงาน ร้านอาหาร และโรงแรม ฯลฯ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว ด้วยวงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน
เรียกได้ว่าโครงการนี้มีผู้สนใจอย่างล้นหลาม และปัจจุบันมีตัวอย่างการใช้งานจริงแล้ว เช่น ผู้ประกอบการโรงสีข้าวที่กู้เงินไปเปลี่ยนรถกระบะขนส่งเดิมเป็นใช้รถ EV กว่า 10 คัน หรือบางรายกู้เงินไปซื้อรถแบ็กโฮไฟฟ้า มาใช้งานในกิจการ ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้
2 สินเชื่อ ‘ปลุกพลัง SME’ สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็ก นำไปใช้ลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ รวมถึงหมุนเวียน และ เสริมสภาพคล่องในธุรกิจ เช่น ร้านโชห่วย/ค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจดิจิทัล/อิเล็กทรอนิกส์ ร้านขายยา และ แฟรนไชส์รายย่อย เป็นต้น วงเงินกู้ต่อราย สูงสุด 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนาน สูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน
และ 3 สินเชื่อ ‘Beyond ติดปีก SME’ สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการยกระดับเพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ สามารถนำไปเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ ปรับเปลี่ยนทรัพย์สินหรือเครื่องจักร เช่น เกษตรแปรรูป อาหารเพื่อสุขภาพ Wellness ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ที่พัก และ ร้านอาหารขนาดใหญ่ สามารถติดตั้งเครื่องจักร หรือลงทุนขยายกิจการ เป็นต้น วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน
นอกจากมาตรการอัดฉีดเงินทุนใหม่แล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมยังให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในสภาวะ ‘จมูกปริ่มน้ำ’ หรือกลุ่มที่กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ผ่านมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางของ SME D Bank ที่ช่วยปรับโครงสร้างหนี้ บรรเทาภาระ ผ่อนปรนเงื่อนไข ทั้งการลดเงินต้น, การลดอัตราดอกเบี้ย, การยืดระยะเวลาชำระหนี้ และการปรับลดค่างวดชำระลง
เช่น ในบางกรณีสามารถช่วยลดค่างวดจากที่ต้องจ่าย 7-8 หมื่นบาทต่อเดือน ให้เหลือเพียงหมื่นกว่าบาทต่อเดือนเท่านั้น ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของ SME D Bank ไม่ได้ทำเพื่อสร้างผลกำไรสุทธิสูงสุด แต่ความสำเร็จคือต้องทำให้ SMEs ไทยอยู่รอด และสามารถลุกขึ้นมาเติบโตต่อไปได้

นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเรื่องเงินทุนแล้ว รมว. วราวุธยังกล่าวต่อว่า ผู้ประกอบการไทยไม่ว่าจะรายเล็กหรือรายใหญ่ ยังต้องเตรียมรับมือกับกติกาการค้าระดับโลกใหม่ ที่กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ดังนั้นมองว่าในอนาคต จุดขายเรื่องของราคาและคุณภาพสินค้าอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการตัดสินใจซื้ออีกต่อไป
แต่ต่างชาติจะหันมาพิจารณาเงื่อนไขทางสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) เป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น CBAM หรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของยุโรป ตามด้วย EUBR กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ Cyber Resilience Act กฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์ของยุโรปที่จะเริ่มบังคับใช้ในเดือนตุลาคมปี 2570
แม้การประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์และการปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้จะเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในตอนแรก แต่ รมว วราวุธ ซึ่งมีประสบการณ์ตรงจากการทำงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ชี้ให้เห็นมุมมองใหม่ว่า สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือน ‘พาสปอร์ตหรือวีซ่า’ ที่จะช่วยให้สินค้าไทยขยายตลาด สามารถส่งออกไปขายได้ทั่วโลก ทั้งยุโรป อเมริกา, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น ที่สำคัญ ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าไทยในระยะยาวอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้นำบทเรียนจากการบริหารจัดการวิกฤต เช่น สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน มาถอดบทเรียนเป็นแนวปฏิบัติ 3 ช่วง ได้แก่ ก่อนวิกฤต เน้นการประเมินความปลอดภัยของสถานประกอบการ และแนะนำให้จัดทำกระเป๋าฉุกเฉิน Go Bag ที่จะบรรจุสิ่งของจำเป็น เช่น อาหาร, ยา, ไฟฉาย, เอกสารสำคัญ, เงินสด และวิทยุทรานซิสเตอร์ AM/FM เผื่อระบบดิจิทัลล่มระหว่างวิกฤต เป็นต้น
พร้อมเน้นให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือตามกำลัง เพื่อไม่ให้ตนเองกลายเป็นภาระแก่หน่วยกู้ภัย และหลังวิกฤต เร่งส่งเจ้าหน้าที่ออกสำรวจความเสียหาย ตรวจสอบระบบความปลอดภัย และให้ SME D Bank เข้าไปดูแล ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ด้วยมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อลดภาระ หรือสนับสนุนเงินทุนในการซ่อมแซมโรงงานทันที
SMEs ยิ่งเล็ก ยิ่งต้องใช้ AI พลิกข้อจำกัดสู่ความได้เปรียบ
ในส่วนของการปรับตัวด้านเทคโนโลยี ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่า
AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วน ยิ่งบริษัทมีขนาดเล็กเท่าไร
AI ยิ่งมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเท่านั้น เพราะจะช่วยทุ่นแรง ประหยัดเวลา และลดต้นทุนแรงงานได้มหาศาล ทั้งในเรื่องงานบัญชี การออกแบบ และการจัดการสายการผลิต
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังต้องใช้อย่างรอบคอบ ควรตรวจสอบข้อมูลแบบข้ามแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันความผิดพลาดและระมัดระวังเรื่องภัยไซเบอร์ควบคู่กันไป
ขณะเดียวกันเพื่อปกป้อง SMEs ไทย จากสินค้าไม่ได้มาตรฐานและสินค้าออนไลน์ราคาถูก กระทรวงอุตสาหกรรม โดย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้เชื่อมโยงระบบ API ร่วมกับแพลตฟอร์ม E-commerce โดยเริ่มปลั๊กอินกับ Shopee แล้ว และอยู่ระหว่างเจรจากับ Lazada และ Amazon เพื่อคัดกรองสินค้าก่อนวางขาย
พร้อมตั้งเป้าผลักดันให้มีสัญลักษณ์ ‘ติ๊กถูกสีเขียว’ บนหน้าเว็บเพื่อยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ป้องกันเหตุสลดจากสินค้าด้อยคุณภาพภายใต้แนวคิด ‘ของดีไม่มีถูก ของถูกไม่มีดี ของฟรีไม่มีในโลก’
เดินหน้า Upskill–Reskill ปั้นแรงงานจบแล้วมีงานทำ
สุดท้ายแล้ว การสร้างความยั่งยืนให้แก่ SMEs ไทยจะสำเร็จได้ ต้องอาศัยการยกระดับทักษะบุคลากรและการสร้างความร่วมมือเชิงโครงสร้าง ซึ่งหน่วยงานภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม เช่น การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) รวมถึง SME D Bank เป็นต้น ได้มีการจัดอบรม Upskill & Reskill อย่างต่อเนื่อง เช่น การนำ Influencer มาสอนเทคนิคการไลฟ์สดขายของ เป็นต้น
พร้อมกันนี้ ยังได้จัดทำโครงการนำร่องร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคและอาชีวศึกษาในจังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดอื่นๆ เพื่อผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการของนิคมอุตสาหกรรม เรียนจบแล้ว มีงานรองรับทันทีตามโมเดลของประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนการเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องเกิดการจ้างงานคนไทยและใช้ Supply Chain ในประเทศอย่างเป็นธรรม
รมว. กระทรวงอุตสาหกรรม ทิ้งท้ายว่า หากผู้ประกอบการท่านใดต้องการคำปรึกษาหรือประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจ สามารถติดต่อกระทรวงอุตสาหกรรมได้ที่ “สายด่วน 1564” ที่พร้อมให้บริการเคียงข้าง SMEs ไทยในทุกสถานการณ์


