×

ครม.สัญจรสงขลา เคาะ 4 Quick Win เดินหน้าประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน เร่งแก้ไฟใต้

โดย THE STANDARD TEAM
01.09.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกสรุปผลการประชุม ครม.สัญจรสงขลา พร้อมข้อความ 4 Quick Win และประกันภัยพิบัติ

วันนี้ (1 กันยายน) เวลา 12.30 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่จังหวัดสงขลา ว่า การจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ที่จังหวัดสงขลา ถือเป็นครั้งแรกในรัฐบาลของตนที่ได้ลงพื้นที่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี เพื่อรับฟังปัญหา ติดตามการดำเนินงาน และรับฟังข้อเสนอจากประชาชนทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด ตลอดจนการลงพื้นที่ เราได้เห็นทั้งศักยภาพของพื้นที่และปัญหาของประชาชนที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไข

 

อนุทินกล่าวด้วยว่า วันนี้คณะรัฐมนตรีจึงได้กำหนดแนวทางเร่งด่วน (Quick Win) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทันที โดยครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ

 

เรื่องแรก เรื่องเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ด้วยตัวเอง ทั้งภาคเกษตรกรรม การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยเร่งปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำและผู้สนับสนุนไปพร้อมกัน

 

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ เช่น ให้กระทรวงการคลังพิจารณามาตรการด้านภาษี โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสินเชื่อ รวมทั้งรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมดำเนินงานขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานี และร่องน้ำสงขลา โดยเป้าหมายของรัฐบาลคือ เพื่อให้คนในพื้นที่มีโอกาส มีรายได้ และสามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของภูมิภาค

 

เรื่องที่ 2 เรื่องสังคมและคุณภาพชีวิต รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจน ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการประกอบอาชีพ โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้เร่งดำเนินการด้านการออกแบบและก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่ แห่งที่ 2 โดยมีกรอบวงเงินเบื้องต้น 250 ล้านบาท และนอกจากนี้รัฐบาลจะเร่งหารือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมลดภาระและต้นทุนของผู้ประกอบการ

 

เรื่องที่ 3 ด้านความมั่นคง รัฐบาลจะเดินหน้าความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนา หัวใจสำคัญคือรัฐต้องทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกกับประชาชน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึง AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการจุดผ่านแดน เป้าหมายเพื่อสร้างความสงบ สร้างความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิต ทำมาหากิน และประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง

 

เรื่องที่ 4 การป้องกันและบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ วงเงินรวมกว่า 142 ล้านบาท ทั้งการก่อสร้างสะพานชั่วคราวที่ปัตตานี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่ และของเทศบาลเมืองคอหงส์ จังหวัดสงขลา นอกจากนี้รัฐบาลได้เห็นชอบโครงการปรับปรุงแก้มลิงอีกด้วย

 

ที่สำคัญ ในวันนี้คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยาไปสู่ระบบประกันภัยสำหรับครัวเรือน โดยแนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยเร็วกว่าและมากกว่าระบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัยหรือวาตภัย โดยเป็นการสรุปรายละเอียดดังนี้

 

คุ้มครองประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ และมี 3 ภัยที่คุ้มครอง ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว แบ่งความคุ้มครองออกเป็นการคุ้มครองที่อยู่อาศัย โดยคุ้มครอง 100,000 บาท/ครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี กรณีเสียชีวิตจ่ายรายละ 2 ล้านบาท โดยภาครัฐจะเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกัน โดยวงเงินที่คุ้มครองประมาณ 75,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งที่ผ่านมาใช้วงเงินไปประมาณ 40,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งหากเป็นไปตามรูปแบบดังกล่าว เราจะใช้จ่ายงบประมาณน้อยลง แต่ครอบคลุมการคุ้มครองประชาชนได้มากขึ้น

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาภาคใต้ในระยะยาว โดยวันนี้คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการที่เกี่ยวกับการคมนาคมขนส่งในรูปแบบของรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 วงเงินทั้งสิ้น 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 เส้นทาง 3 ช่วง ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์

 

นอกจากนี้ ได้ให้สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เร่งศึกษาเชื่อมต่อจากชุมทางหาดใหญ่ไปยังอำเภอสุไหงโก-ลกด้วย เพื่อทำให้ระบบการคมนาคมขนส่งระบบรางมีความสมบูรณ์ เชื่อม Missing Link ตามเจตนารมณ์ที่รัฐบาลได้มีนโยบายไว้ โดยโครงการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทางและการขนส่ง เชื่อมโยงเศรษฐกิจของภาคใต้กับภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการสำคัญ เช่น สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ซึ่งเมื่อวานนี้มีการเป็นสักขีพยานในการเริ่มดำเนินโครงการแล้ว ระหว่างกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม และผู้รับจ้าง โดยภาคใต้จะมีสะพานเชื่อมแผ่นดินใหญ่ที่จังหวัดกระบี่ไปยังเกาะลันตาน้อยและลันตาใหญ่ ซึ่งระหว่างเกาะทั้ง 2 เกาะนี้มีสะพานเชื่อมกันอยู่แล้ว

 

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดสงขลาและจังหวัดพัทลุง จะเป็นเส้นทางเศรษฐกิจอีกเส้นทางหนึ่งที่จะช่วยลดต้นทุนในการดำรงชีวิต การขนส่งสินค้า ตลอดจนต้นทุนในการจับจ่ายใช้สอยและการผลิตทำมาหากินของพี่น้องประชาชน และจะเป็นการยกระดับเศรษฐกิจ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้การท่องเที่ยวในพื้นที่มีการขยายตัวขึ้นอย่างแน่นอน

 

การประชุมคณะรัฐมนตรีภาคใต้ในครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงการประชุมในพื้นที่ แต่เป็นการนำปัญหาของพี่น้องประชาชนเข้าสู่การตัดสินใจของรัฐบาล เราไม่ได้รับฟังแล้วจบ แต่จะรับฟังและนำไปดำเนินการ ทั้งเรื่องการค้าชายแดน ทรัพยากรแห่งชาติ และวัฒนธรรม ซึ่งล้วนมีศักยภาพ และเร่งแก้ไขข้อจำกัด เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้ศักยภาพเหล่านี้ในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น ความปลอดภัยมากขึ้น โอกาสมากขึ้น และคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนต้องดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

อนุทินกล่าวอีกว่า ขอขอบคุณภาคเอกชน ผู้นำท้องถิ่น ข้าราชการ และทุกภาคส่วนในพื้นที่ ที่ร่วมกันสะท้อนปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาล รัฐบาลพร้อมที่จะรับฟัง สนับสนุน และพร้อมที่จะทำงานกับทุกภาคส่วน ระดมกำลังและความสามารถของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สร้างโอกาส สร้างความมั่นคง และสร้างคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชน รัฐบาลจะทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และให้พี่น้องประชาชนเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์สูงสุด

 

วันนี้จากการที่มาประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่เป็นครั้งแรกของรัฐบาล ได้เห็นการขับเคลื่อนต่าง ๆ ที่เป็นไปในเชิงบวกอย่างมากมาย ได้มีการพบปะพูดคุย สร้างความเข้าใจ สร้างความคุ้นเคยกับข้าราชการในพื้นที่ รวมถึงข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการปกครองและความมั่นคง และเปิดโอกาสให้ข้าราชการที่สลับหน้าที่ในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ เพื่อทดแทนผู้ที่เกษียณอายุราชการและผู้ที่ถูกกำหนดให้ดำรงตำแหน่งใหม่ ได้มาพบปะกัน โดยไม่ได้มีการปิดบังอะไร เพื่อเป็นการส่งต่อหน้าที่ ไม่ให้เกิดช่องว่าง และทำให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยไร้อุปสรรคทั้งสิ้น

 

ดังนั้น เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก และทำให้ตนคิดว่าควรมีรูปแบบการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ในวันนี้กำหนดไว้ว่า การประชุม ครม. สัญจรครั้งต่อไปจะไปที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคอีสาน โดยเริ่มที่จังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดต่อไป และจะไปให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising