สืบเนื่องจากวานนี้ (31 สิงหาคม) ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่กฎกระทรวง กำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ (1 กันยายน 2569) เป็นต้นไป โดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 สาระสำคัญคือการปลดล็อก นกปรอดหัวโขน หรือ นกกรงหัวจุก ให้พ้นจากการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง เพื่อเปิดทางให้สามารถเพาะเลี้ยงและซื้อขายได้อย่างถูกกฎหมาย
สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า การปรับสถานะทางกฎหมายในครั้งนี้มุ่งหมายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีฐานการเพาะพันธุ์และเลี้ยงนกกรงหัวจุกมาอย่างยาวนาน การปลดล็อกจะช่วยยกระดับนกชนิดนี้ให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สร้างรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างโปร่งใส พร้อมทั้งมอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กำหนดมาตรการกำกับดูแลเพื่อไม่ให้กระทบต่อประชากรนกในธรรมชาติ
ด้าน อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุถึงแนวทางปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวว่า แม้จะมีการปลดล็อกแล้ว แต่กรมอุทยานฯ ยังคงยึดมาตรการป้องกันและปราบปรามการจับนกจากธรรมชาติอย่างเด็ดขาด โดยได้สั่งการและซักซ้อมแนวทางร่วมกับคณะผู้บริหารในพื้นที่จังหวัดสงขลาแล้ว ซึ่งมาตรการสำคัญประกอบด้วย:
การส่งเสริมและควบคุมระบบเพาะเลี้ยง: ผลักดันการเพาะพันธุ์ในกรงเลี้ยงอย่างเป็นระบบเพื่อยกระดับเป็นสัตว์เศรษฐกิจเต็มรูปแบบ
การจัดทำฐานข้อมูลและทำเครื่องหมาย: พัฒนาระบบติดตามและจัดทำเครื่องหมายประจำตัวนก เพื่อให้สามารถตรวจสอบที่มาได้อย่างชัดเจน
การคุ้มครองระบบนิเวศและพันธุกรรม: เฝ้าระวังการปล่อยนกเลี้ยงคืนสู่ธรรมชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อสายพันธุ์ในธรรมชาติ พร้อมติดตามประชากรนกป่าอย่างต่อเนื่อง
กรมอุทยานฯ ยืนยันเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนงานภายใต้แนวคิด “คนอยู่ได้ ชุมชนเข้มแข็ง ธรรมชาติอยู่รอด” โดยขอความร่วมมือจากผู้เลี้ยงและกลุ่มเครือข่ายให้ร่วมกันอนุรักษ์นกในธรรมชาติ ควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน


