วันนี้ (29 สิงหาคม) ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย พรรคประชาชน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และประสานงานความช่วยเหลือเหตุเพลิงไหม้บริเวณศูนย์การค้าคลองถมเซ็นเตอร์ พร้อมเร่งกระจายข้อมูลมาตรการเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงเตรียมผลักดันข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อป้องกันและฟื้นฟูพื้นที่เขตเมืองชั้นในอย่างยั่งยืน
ปารเมศเปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 10 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครดับเพลิงที่ประสบภาวะสำลักควันและถูกวัสดุตกหล่นใส่ โดยในจำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการวิกฤต 1 ราย
ขณะนี้ กรุงเทพมหานครและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศกั้นพื้นที่คลองถมเซ็นเตอร์ให้เป็นเขตอัคคีภัย ห้ามบุคคลภายนอกเข้าโดยเด็ดขาด เพื่อรอการประเมินความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร พร้อมจัดกำลังตำรวจเฝ้าระวังพื้นที่โดยรอบ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพฉวยโอกาสลักขโมยทรัพย์สินของผู้ประกอบการ
จากการลงพื้นที่และรวบรวมปัญหา สส. เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ได้เตรียมเสนอแนวทางแก้ไขเชิงนโยบาย 4 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย
- การตรวจความเสี่ยงเชิงรุก (Proactive Audit) อาคารเก่าเมืองชั้นใน พื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน เช่น เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ และพระนคร มีอาคารพาณิชย์เก่าแก่จำนวนมากที่โครงสร้างอาจไม่รองรับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอัคคีภัยในปัจจุบัน จึงเสนอให้ กทม. และกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันตรวจสอบระบบดับเพลิงและทางหนีไฟเชิงรุกเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย
- การยกระดับสวัสดิการและอุปกรณ์อาสาสมัครดับเพลิง จากสถิติผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นด่านหน้า สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของอาสาสมัคร ภาครัฐจึงควรผลักดันงบประมาณสนับสนุนชุดผจญเพลิงและหน้ากากกันควันที่ได้มาตรฐาน พร้อมจัดตั้งกองทุนสวัสดิการหรือประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการทำงานของอาสาสมัครกู้ภัย
- การฟื้นฟูเศรษฐกิจรายย่อยและพื้นที่ค้าขายชั่วคราว คลองถมเซ็นเตอร์ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย การสูญเสียพื้นที่และสต็อกสินค้าทำให้ขาดรายได้โดยสิ้นเชิง จึงขอให้ กทม. ประสานจัดหาพื้นที่ค้าขายชั่วคราวใกล้เคียง และหารือสถาบันการเงินของรัฐเพื่อออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ช่วยเหลือผู้ประกอบการ
- รื้อระเบียบจัดสรรถังดับเพลิงในชุมชนเมือง ปัจจุบัน กทม. จัดสรรถังดับเพลิงให้ ‘ชุมชนจัดตั้ง’ ตามสัดส่วนประชากร ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับ ‘ระดับความเสี่ยง’ จริงในพื้นที่เมืองเก่าที่มีตรอกซอยแคบและอาคารหนาแน่น
จึงเสนอให้ปรับปรุงระเบียบการแจกจ่ายใหม่
- นำตัวชี้วัดด้านความหนาแน่นของอาคารและความเสี่ยงด้านอัคคีภัยมาคำนวณร่วมด้วย
- จัดทำระบบติดตามสภาพถังดับเพลิง เช่น การใช้ QR Code ตรวจสอบวันหมดอายุแบบเรียลไทม์
- จัดสรรอุปกรณ์ดับเพลิงไปยังกลุ่มบ้านเรือนที่ยังไม่เข้าเกณฑ์ ‘ชุมชนจัดตั้ง’ เพื่อไม่ให้มีพื้นที่ตกหล่น
- ผลักดันช่องทางด่วน (Fast Track) ให้คณะกรรมการชุมชนเบิกงบฉุกเฉินเปลี่ยนถังที่ชำรุดได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรอบปีงบประมาณ
ข้อเสนอดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่ออุดช่องโหว่ของระบบความปลอดภัยในเขตเมือง และสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในระยะยาว


