ในโลกของการลงทุน เรามักถูกสอนว่า ‘ให้เงินทำงาน’ แต่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเร่งสปีดความมั่งคั่งและอยากให้เงินทำงานหนักขึ้นไปอีก ‘การกู้ยืมเงินมาลงทุน’ หรือ Leverage จึงกลายเป็นเครื่องมือยอดฮิตที่ช่วยสร้างผลกำไรได้อย่างมหาศาลในชั่วข้ามคืน
ประเด็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ดาบย่อมมีสองคมเสมอ เมื่อไม่นานมานี้ เราได้เห็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เมื่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้เกิดเหตุการณ์ดิ่งพสุธาอย่างรุนแรง ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากต้อง ‘สิ้นเนื้อประดาตัว’ แบบตั้งตัวไม่ติด สาเหตุหลักไม่ได้มาจากแค่การที่หุ้นตกหนักเท่านั้น แต่ความพินาศส่วนใหญ่เกิดจากการที่พวกเขาใช้ Leverage จนถูก ‘บังคับขาย’ ล้างพอร์ตจนเกลี้ยง
คำถามที่ตามมาคือ สรุปแล้ว Leverage มันทำงานอย่างไร? การกู้มาลงทุนเหมาะสมหรือไม่? และเครื่องมือนี้เป็น ‘ตัวร้าย’ ในโลกการลงทุนจริงๆ หรือเปล่า?
Leverage ทำงานอย่างไร?
Leverage หรือ อัตราทด ก็คือการยืมเงินหรือนำเงินทุนของบุคคลอื่น (เช่น โบรกเกอร์) มาใช้เพื่อเพิ่ม ‘อำนาจซื้อ’ ในการลงทุนของตนเอง ทำให้เราสามารถครอบครองสินทรัพย์ในมูลค่าที่สูงกว่าเงินทุนจริงที่เรามีอยู่ เหมือนในทางฟิสิกส์ที่ ‘คานงัด’ ช่วยให้เราออกแรงเพียงนิดเดียวแต่สามารถยกของหนักๆ ได้
ตัวอย่างเช่น หากเรามีเงิน 100,000 บาท ซื้อหุ้นปกติ ถ้าหุ้นขึ้น 10% จะได้กำไร 10,000 บาท แต่ถ้าใช้ Leverage ในอัตราทด 1:10 หมายความว่าเงิน 100,000 บาทของเรา จะมีอำนาจซื้อขยายตัวกลายเป็น 1,000,000 บาท ทันที หากหุ้นตัวนั้นขึ้น 10% เท่าเดิม จะได้กำไร 100,000 บาท (ซึ่งคิดเป็น 100% ของเงินต้นที่เรามี)
หากนักลงทุนต้องการใช้งาน Leverage สามารถทำได้ผ่านหลายช่องทางในตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการเปิด บัญชีมาร์จิ้น (Margin Account) กับบริษัทหลักทรัพย์เพื่อกู้ยืมเงินมาซื้อหุ้น หรือการเทรดในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ตลอดจนการเทรดในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีและฟอเร็กซ์ (Forex)
แต่แน่นอนว่า ไม่มีใครให้เรายืมเงินฟรีๆ การจะใช้ Leverage ได้ มักจะต้องมีสิ่งมาคู่กันคือ Margin (เงินวางค้ำประกัน) ไปวางไว้กับโบรกเกอร์เสียก่อน และโบรกเกอร์เองก็มีกลไกในการป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องมาแบกรับหนี้เสียหากนักลงทุนขาดทุน กลไกนั้นเรียกว่า Force Sell (การบังคับขาย) ซึ่งจะทำงานทันทีเมื่อผลขาดทุนของเราเริ่มกินเงินวางค้ำประกันจนถึงขีดอันตราย
เหรียญอีกด้าน เมื่อขาดทุนมหาศาลจนเกิดการ Force Sell
หาก Leverage คือคานงัดที่ขยายผลกำไร มันก็ขยาย ‘ผลขาดทุน’ ในอัตราส่วนที่เท่ากันอย่างโหดร้าย นี่คือจุดที่ทำให้มันกลายเป็นฝันร้ายของใครหลายคน
ลองย้อนกลับไปดูบทเรียนของ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ที่ปรับตัวร่วงลงอย่างรุนแรงในวันเดียว ดัชนี KOSPI ร่วงลงอย่างหนักถึง 12.06% เกิดอะไรขึ้นกับนักลงทุนจนถึงขั้นหมดตัว?
- ตลาดเกิดการเทขายอย่างหนัก: ราคาหุ้นร่วงลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตของนักลงทุนที่กู้ยืมเงินมา (ใช้ Leverage) หดตัวลงอย่างน่าใจหาย
- Margin Call (การเรียกหลักประกันเพิ่ม): เมื่อมูลค่าพอร์ตลดลงจนแตะระดับรักษาสภาพ (Maintenance Margin) โบรกเกอร์จะส่งสัญญาณเตือนให้นักลงทุนรีบนำ ‘เงินสด’ มาเติมเข้าพอร์ต เพื่อรักษาสัดส่วนหลักประกันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย
- Force Sell: ในภาวะวิกฤตที่หุ้นตกหนักและรวดเร็ว นักลงทุนส่วนใหญ่หาเงินมาเติมไม่ทัน (หรือบางคนไม่มีเงินเหลือแล้ว) เมื่อมูลค่าหลักประกันลดลงจนถึงขีดสุดที่โบรกเกอร์กำหนด ระบบจะทำการ ‘บังคับขายสินทรัพย์ในพอร์ตทิ้งทุกราคา’ ทันที เพื่อนำเงินสดมาคืนโบรกเกอร์
ความน่ากลัวที่สุดคือ เมื่อคนจำนวนมากถูก Force Sell พร้อมๆ กัน มันจะกลายเป็นแรงเทขายมหาศาลที่สาดเข้าไปในตลาด กดทับให้ราคาหุ้นร่วงหนักลงไปอีก นักลงทุนชาวเกาหลีใต้หลายคนต้องเห็นพอร์ตของตัวเองถูกขายทิ้งไปในจุดที่ราคาตกต่ำที่สุด เงินต้นที่ลงไปหายวับไปกับตา ซ้ำร้ายบางรายเมื่อขายล้างพอร์ตแล้วเงินยังไม่พอใช้หนี้โบรกเกอร์ กลายเป็นหนี้สินติดตัวตามมาอีกต่างหาก
เพื่อให้เห็นภาพความเสียหายชัดเจนขึ้น สมมติว่าเรามีเงินต้น 500,000 บาท กู้โบรกเกอร์มาอีก 500,000 บาท เพื่อซื้อหุ้นมูลค่า 1,000,000 บาท แต่คราวนี้ตลาดหุ้นร่วงลง 30% มูลค่าหุ้น 1,000,000 บาท จะลดลงเหลือเพียง 700,000 บาท หนี้ที่เราติดโบรกเกอร์ยังคงเป็น 500,000 บาทเท่าเดิม
นั่นหมายความว่า ส่วนที่เป็นเงินต้นของเรา จะเหลือเพียง 200,000 บาทเท่านั้น เท่ากับว่าขาดทุนไป 300,000 บาท หรือคิดเป็น 60% ของเงินต้นไปแล้ว!
ประโยชน์ของ Leverage และใครที่เหมาะจะใช้มัน?
แม้จะฟังดูมีเงื่อนไขผูกมัด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า Leverage มีประโยชน์อย่างมากหากตกอยู่ในมือของคนที่ใช้เป็น
- การใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ: เราไม่จำเป็นต้องนำเงินก้อนใหญ่ทั้งหมดไปจมไว้กับสินทรัพย์เดียว ทำให้มีสภาพคล่องเหลือไปหมุนเวียน หรือใช้กระจายความเสี่ยงในการลงทุนรูปแบบอื่นๆ ได้
- เพิ่มโอกาสทำกำไรในตลาดที่เคลื่อนไหวน้อย: สินทรัพย์บางประเภทราคามีการขยับตัวต่ำมาก (เช่น เพียง 1-2%) ซึ่งหากใช้เงินสดซื้อปกติแทบจะไม่เห็นน้ำเห็นเนื้อ แต่เมื่อมีอัตราทดเข้าไป จะทำให้ส่วนต่างกำไรนั้นใหญ่พอที่จะคุ้มค่าต่อการลงทุน
เครื่องมือนี้จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับ นักลงทุนที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความเข้าใจในกลไกความผันผวนของตลาด มีวินัยสูง และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีกลยุทธ์การจำกัดความเสี่ยงและการตั้งจุดตัดขาดทุนที่เด็ดขาด
High Risk, High Return ใครที่ไม่ควรใช้ Leverage
ด้วยธรรมชาติที่เป็นดาบสองคมขนาดใหญ่ กลุ่มคนที่ ‘ยังไม่ควรแตะต้อง Leverage อย่างเด็ดขาด’ คือ นักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่เข้าใจวัฏจักรของตลาด คนที่ทนรับความกดดันทางอารมณ์ไม่ได้ (เพราะพอร์ตจะสวิงขึ้นลงรุนแรงกว่าปกติหลายเท่า) รวมถึงคนที่นำ ‘เงินร้อน’ หรือเงินที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันมาลงทุน
แต่หากเราอยากใช้เครื่องมือนี้ ต้องเช็กว่ามีความพร้อมเหล่านี้หรือยัง
- เข้าใจกฎเกณฑ์อย่างถ่องแท้: ต้องรู้เงื่อนไขของโบรกเกอร์ ว่าระดับ Margin Call และ Force Sell อยู่ที่ตัวเลขเท่าไหร่
- การบริหารหน้าตัก: ไม่ควรใช้ Leverage เต็มเพดานสูงสุดที่โบรกเกอร์ให้มา ควรเผื่อพื้นที่ (Buffer) ให้ราคาแกว่งตัวได้บ้างโดยไม่กระทบถึงขั้นโดนเรียกเงินเพิ่ม
- มีแผนสำรองที่ชัดเจน: ต้องรู้ว่าถ้าผิดทาง จะยอมตัดขาดทุนที่จุดไหน และมีเงินสำรองพร้อมเติมหรือไม่ในกรณีที่ตลาดเกิดความผันผวนระยะสั้น
สิ่งที่เป็นตลกร้ายและเจ็บปวดที่สุดในกรณีตลาดหุ้นเกาหลีใต้ คือ ในวันต่อมา ตลาดหุ้นสามารถดีดตัวแรงกลับมาเป็นบวก ดัชนี KOSPI พุ่งกลับขึ้นมา 9.63% ภายในวันเดียว
ทว่า นักลงทุนที่ถูกบังคับขายไปเมื่อวานนี้ ได้ถูกระบบกวาดออกจากตลาดไปเรียบร้อยแล้ว พวกเขาหมดตัวและไม่มีโอกาสแม้แต่จะถือหุ้นเพื่อรอให้ราคากลับมาคืนทุน เพราะสินทรัพย์ถูกบังคับขายทิ้งไปหมดแล้วในจุดที่ต่ำที่สุดของวิกฤต
ท้ายที่สุดแล้ว Leverage ไม่ใช่เครื่องมือที่ชั่วร้าย มันเป็นเพียงเครื่องขยายผลลัพธ์จากการตัดสินใจของเรามากขึ้นเท่านั้น การจะใช้เครื่องมือนี้ให้มีประสิทธิภาพ จึงต้องเริ่มต้นจากการ ‘เข้าใจและเคารพในความเสี่ยง’ ของมันให้มากที่สุด ไม่ใช่แค่การจินตนาการถึงตัวเลขกำไรเวลาตลาดเป็นใจเพียงอย่างเดียว เพราะในโลกของการลงทุน วันที่ขาดทุนมีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกคนเสมอ
ภาพ: Prostock-studio / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.setinvestnow.com/th/knowledge/article/573-tsi-how-to-use-leverage-margin-without-losing-money
- https://www.finnomena.com/editor/forced-sell/
- http://tradingview.com/chart/BTCUSD/z1ZUaJjf-The-Trap-of-High-Leverage-Why-More-Control-Means-Less-Profit/
- https://www.tfex.co.th/th/education/knowledge/article/395-393-leverage-recommend

