วันนี้ (14 สิงหาคม) กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า ภายหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2567 หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งปรับเปลี่ยนนิยามจากชายและหญิง เป็นบุคคลสองคน ส่งผลให้บุคคลทุกเพศที่จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีสถานะเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย และได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเท่าเทียม สำหรับสิทธิประโยชน์ จากกองทุนประกันสังคม คู่สมรสทุกเพศที่จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด โดยเฉพาะสิทธิกรณีเสียชีวิต ได้แก่ เงินสงเคราะห์กรณีตาย ค่าทำศพ และเงินบำเหน็จชราภาพ
กรณีเงินสงเคราะห์กรณีตาย หากผู้ประกันตนทำหนังสือระบุบุคคลผู้รับผลประโยชน์ไว้ เงินสงเคราะห์จะจ่ายให้แก่บุคคลดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หากไม่ได้ทำหนังสือระบุไว้ จะจ่ายให้ผู้มีสิทธิตามลำดับ ได้แก่ 1. สามีหรือภรรยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย 2. บิดาและมารดา ทั้งนี้ กรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรส จะได้รับสิทธิเฉพาะมารดา 3. บุตร รวมถึงบุตรบุญธรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย
กรณีค่าทำศพ คู่สมรสสามารถเป็นผู้จัดการศพและยื่นขอรับค่าทำศพจากสำนักงานประกันสังคมได้ โดยสำนักงานประกันสังคมจ่ายค่าทำศพในอัตราเหมาจ่าย 50,000 บาท ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด
กรณีเงินบำเหน็จชราภาพ ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 เมื่อเสียชีวิตก่อนรับเงินบำนาญชราภาพ ทายาทมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ซึ่งประกอบด้วยเงินสะสมและผลประโยชน์ตอบแทน โดยแบ่งให้แก่ผู้มีสิทธิ ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
- บุตรชอบด้วยกฎหมาย ได้รับ 2 ส่วน หากมีบุตรตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ได้รับรวม 3 ส่วน
- สามีหรือภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ได้รับ 1 ส่วน
- บิดาและมารดาที่มีชีวิตอยู่ ได้รับ 1 ส่วน
- บุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้ ได้รับ 1 ส่วนร่วมกับทายาท
หากไม่มีทายาทหรือไม่มีผู้ที่ระบุไว้เป็นผู้รับผลประโยชน์ จะจ่ายตามลำดับ ได้แก่ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา ปู่ ย่า ตา ยาย และลุง ป้า น้า อา
เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมแนะนำว่า ผู้ประกันตนสามารถกำหนดผู้รับผลประโยชน์เป็นบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ทายาทได้ โดยจัดทำหนังสือระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ เพื่อให้การจ่ายสิทธิเป็นไปตามเจตนาของผู้ประกันตนอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิสามารถยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเสียชีวิตได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ผู้ประกันตนเสียชีวิต ณ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ที่สะดวกทั่วประเทศ
กาญจนากล่าวทิ้งท้ายว่า สำนักงานประกันสังคมมุ่งมั่นพัฒนาสิทธิประโยชน์และปรับปรุงระบบการให้บริการให้รองรับความหลากหลาย เพื่อให้ผู้ประกันตนทุกคนได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึงและเสมอภาค พร้อมขอให้ผู้ประกันตนตรวจสอบและจัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับสิทธิของตนเองให้ครบถ้วน เพื่อประโยชน์ในการรักษาสิทธิและการรับสิทธิประโยชน์อย่างถูกต้อง
ผู้ประกันตนสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th หรือสายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ


