วันนี้ (10 สิงหาคม) พล.ร.ต. สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.ท. อดุลย์ ดุลธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เข้าตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพเรือ เพื่อติดตามแนวทางการจัดหายุทโธปกรณ์ตามยุทธศาสตร์กองทัพ โดยเฉพาะโครงการเรือดำน้ำและเรือฟริเกต ซึ่งในส่วนของ โครงการเรือดำน้ำ ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการต่อเรือ โดยมีแผนนำเรือลงน้ำในปี 2570 และพร้อมส่งมอบให้กองทัพเรือในช่วงต้นปี 2572
ด้าน พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงถึงโครงการเรือฟริเกต ว่า มีความจำเป็นต้องจัดหาเพิ่มเนื่องจากเตรียมปลดประจำการเรือหลวงรัตนโกสินทร์ และเรือฟริเกตอีก 2 ลำ จนทำให้เหลือเรือฟริเกตสมรรถนะสูงใช้งานเพียงลำเดียว กองทัพเรือจึงตั้งเป้าจัดหาเรือฟริเกตขั้นต่ำที่ 4 ลำ และวางเป้าหมายสูงสุดไว้ที่ 8 ลำตามสมุดปกขาว เพื่อใช้ดูแลเส้นทางคมนาคมทางทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน
สำหรับการจัดซื้อเรือฟริเกตจากงบประมาณปี 2569 พล.ร.ต. สุรสันต์ ยืนยันว่าจะเป็นการแยกพิจารณาอนุมัติทีละลำ ตามงบประมาณในแต่ละปี โดยไม่มีการผูกพันสัญญาต่อควบทั้ง 4 ลำกับเอกชนรายเดียว
ด้าน พล.ร.ต. ปารัช อธิบายเพิ่มเติมว่า เรือลำต่อๆ ไปมีแนวโน้มจะใช้สเปกใกล้เคียงกันเพื่อให้ทำงานร่วมกันเป็นชุดปฏิบัติการได้ พร้อมนำนโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ (Offset Policy) มาใช้ต่อรองให้ไทยได้รับเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนและมีมูลค่าสูงขึ้นในลำถัดไป
นอกจากนี้ โฆษกกองทัพเรือได้ปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องล็อกสเปก ยืนยันความโปร่งใสจากการเชิญอู่ต่อเรือชั้นนำระดับโลก 11 ราย และมีเอกชนยื่นซองแข่งขันถึง 6 ราย เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีเอกชนรายใดร้องเรียนเข้ามา และหากมีการยื่นอุทธรณ์ตามขั้นตอนกฎหมายหลังลงนามอนุมัติ กองทัพเรือก็พร้อมทำหนังสือชี้แจงไปยังกระทรวงการคลังอย่างตรงไปตรงมา


