×

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย เพื่อนข้างบ้าน หรือศัตรูข้างเคียง

10.08.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงแนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนประเด็นความมั่นคงและยุทธศาสตร์

“เนื้อควายมีรสชาดเหมือนกันเสมอในสองฝากฝั่งของเส้นเขตแดน”

 

Sitting Bull

 

ผู้นำเผ่าอินเดียนแดงในการต่อสู้กับการขยายพื้นที่ของรัฐบาลอเมริกัน

 

“สงครามมีเจตนาเพียงประการเดียวคือ การเบี่ยงเบนประเด็นจากปัญหาสังคม”

 

Albert Marius Soboul

 

นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส

 

“ความไร้เหตุผลมักจะทำให้สงครามเกิดได้ง่าย”

 

George H. Quester

 

นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน

 
 

 

กล่าวนำ

 

ในบริบทของนโยบายต่างประเทศไทยนั้น ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับบรรดารัฐเพื่อนบ้านเป็นหัวข้อหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในกระบวนการทำยุทธศาสตร์การต่างประเทศและความมั่นคงไทย เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์กับรัฐข้างเคียงที่มีแนวพรมแดนติดต่อกัน หรือมีสถานะเป็น “รัฐเพื่อนบ้าน” ที่ไม่ต่างไปจากความเป็นเพื่อนบ้านข้างเคียงในชีวิตประจำวันของเรา

 

สำหรับรัฐเล็กแล้ว ชีวิตประจำวันของความเป็นรัฐนั้น มีเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวโยงกับเพื่อนบ้าน หรือบางทีเรื่องราวเหล่านี้ก็กลายเป็นปัญหาได้ไม่ยาก อันเป็นผลมาจากการมีชายแดนติดต่อกัน หรือในประวัติศาสตร์สงครามของรัฐเล็กเช่นนี้ ถ้ารบก็เป็นการรบกับเพื่อนบ้านข้างเคียงเท่านั้น เพราะรัฐเหล่านี้ไม่มีขีดความสามารถที่จะทำการรบระยะไกลเช่นรัฐมหาอำนาจใหญ่ แต่ในหลายครั้ง บรรดารัฐเล็กก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่ใช่จะต้องรบกันไปเสมอ หรือเป็นช่วงที่ปลอดจาก “สงครามเพื่อนบ้าน”

 

แต่ก็ไม่ได้บอกแบบ “โลกสวย” ว่าไม่มีสงคราม จะไม่ได้หมายถึงว่าไม่มีปัญหาระหว่างรัฐที่มีชายแดนติดต่อกัน หรือบอกว่า ความสัมพันธ์ทุกอย่างเดินไปอย่างราบเรียบสบายๆ

 

ความเป็นรัฐที่มีแนวพรมแดนเช่นนี้จึงมีนัยทางภูมิรัฐศาสตร์อีกว่า รัฐเหล่านี้จะต้อง “อยู่ร่วมกันตราบชั่วฟ้าดินสลาย” เพราะความเป็นจริงของภูมิศาสตร์คือ ไม่ชอบกันอย่างไร … จะเกลียดกันอย่างไร ก็ย้ายหนีจากกันไม่ได้ หรือต่อให้สร้างสิ่งกีดขวางใดๆ ในทางกายภาพ ก็ใช่ว่าจะตัดพื้นที่ให้ “ขาดจากกัน” ได้ในทางภูมิศาสตร์ หรือ “แยกขาดจากกัน” ได้ในทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ความเชื่อเรื่อง “กำแพงสูง”

 

ในสภาพที่เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น ผู้คนจึงมักมีความเชื่อเสมอว่า วิธีการป้องกันชายแดนที่ดีที่สุดคือ การสร้างสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก หรือเพื่อป้องกันการเข้าตีทางทหารของฝ่ายข้าศึก ไม่ต่างจากชีวิตประจำวันที่เชื่อว่า วิธีป้องกันภัยที่ดีที่สุดให้แก่บ้านของเราคือ สร้างรั้วให้สูงและแข็งแรง แล้วภัยจากภายนอกจะเข้ามาไม่ได้ เช่น อย่างน้อยขโมยและโจรจะเข้ามาไม่ได้

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งกีดขวางที่ถูกสร้างขึ้นอาจจะใช้กีดขวางบางสิ่งบางอย่างได้บ้างในบริบทของความเป็นรัฐ เช่น กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานของชนเผ่าทางเหนือ แต่ก็ใช่ว่ากำแพงเมืองจีนจะป้องกันข้าศึกจากภายนอกได้ตลอดไป เพราะในยุคต่อมาก็มีชนเผ่ามองโกลและพวกแมนจู สามารถบุกทำลายกำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ

 

ในยุคปัจจุบันคือ แนว “กำแพงทรัมป์” ที่แบ่งเส้นเขตแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก เพื่อป้องกันการเข้ามาของผู้อพยพผิดกฎหมายจากอเมริกาใต้ ซึ่งก็ท้าทายอย่างมากว่า กำแพงของทรัมป์จะสามารถป้องกันปัญหาผู้อพยพได้จริงเพียงใด

 

สิ่งที่ท้าทายอย่างมากคือ ระบบรั้วป้องกันชายแดนแบบไฮเทคของอิสราเอล หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “Iron Dome” ซึ่งได้รับการยอมรับว่า เป็นระบบป้องกันชายแดนที่ดีที่สุดของโลก แต่สุดท้ายก็กลายเป็นความล้มเหลว ที่กลุ่มติดอาวุธฮามาสสามารถบุกทำลายแนวป้องกันนี้ และนำกำลังเข้าไปก่อเหตุรุนแรงในดินแดนของอิสราเอลได้อย่างคาดไม่ถึง จนกลายเป็นสงครามกาซ่าในเวลาต่อมา

 

ข้อสังเกตอย่างสังเขปในข้างต้นว่า ยุทธศาสตร์ในแบบสร้าง “สิ่งกีดขวางชายแดน” ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบใดก็ตาม อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ในการปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐเพื่อนบ้านได้จริง สภาวะที่ “สิ่งกีดขวางชายแดน” ไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ความเชื่อที่วางน้ำหนักไว้กับการสร้างสิ่งกีดขวางเช่นนี้ ว่าที่จะจริงแล้ว อาจไม่แตกต่างจาก “กำแพงทรัมป์” ซึ่งก็เป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงอย่างมาก

 

เรื่องราวเช่นนี้ จึงเป็นดังประเด็นชวนคิดว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น เราคงจะมียุทธศาสตร์อย่างไร ดังที่กล่าวแล้วว่า ในความเป็นจริงทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมนั้น ไทยไม่สามารถอยู่ในภาวะของการมีความขัดแย้งระยะยาว หรือที่อาจใช้ในภาษาของสงครามในยุคปัจจุบันได้ว่า ไทยจะต้องไม่อยู่ในสภาวะที่เป็น “Forever War” คือตกอยู่ในสภ่าพของ “สงครามตลอดกาล“ กับรัฐเพื่อนบ้าน ที่มองไม่เห็น “แสงสว่างของสันติภาพ” ที่ปลายอุโมงค์

 

ดังนั้น การคิดเรื่องนโยบายไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านนั้น จึงต้องพิจารณาถึงสภาวะแวดล้อมที่เป็นจริงทางยุทธศาสตร์ จะคิดด้วยการวางจินตนาการบนรูปแบบความสัมพันธ์ของโลกในอดีตเช่น ในยุคก่อนการกำเนิดของรัฐสมัยใหม่นั้น อาจจะไม่ตอบปัญหาเรื่อง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น เราไม่อาจคิดถึงความสัมพันธ์เช่นนี้ในตัวแบบของยุคกรุงศรีอยุธยา หรือเชื่อว่า เราจะบุกเข้าตีประเทศเพื่อนบ้านเช่นที่กองทัพราชอาณาจักรอยุธยาเคยรุกเข้าตีจนถึงเมืองหลวงของเพื่อนบ้านมาแล้ว เป็นต้น

 

ยุคสงครามเย็น สู้กับภัยคอมมิวนิสต์ด้วยกัน

 

หากมองย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บรรดารัฐอาณานิคมเริ่มก่อตัวเป็นรัฐเอกราช ไม่ว่าจะเป็นการได้รับเอกราชด้วยความยินยอมจาการสมัครใจของมหาอำนาจเจ้าอาณานิคม หรือได้มาด้วยการทำสงครามเรียกร้องเอกราช ก็ตาม

 

ฉะนั้นโลกยุคหลังสงครามโลก จึงเป็นโลกของ “ยุคได้รับเอกราช” ของบรรดาชาติอาณานิคมต่างๆ อันนำไปสู่การกำเนิดของบรรดา “ประเทศใหม่” (The New Nations)

 

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ้นจากสยาม (หรือประเทศไทย) แล้ว บรรดาเพื่อนบ้านที่เคยทำสงครามต่อกันมานั้น ล้วนเคยถูกรัฐมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมเข้ายึดครองทั้งสิ้น อันเป็นผลให้สภาวะแวดล้อมรอบตัวสยามคือ รัฐเจ้าอาณานิคมดำรงอยู่ทั้ง 2 ฝากฝั่งของเส้นพรมแดน … สยามจึงเสมือนถูกโอบล้อมจากรัฐมหาอำนาจตะวันตก ด้านตะวันตกและด้านใต้ของเส้นพรมแดนคือ “จักรวรรดิอังกฤษแห่งอินเดีย” (the British India) และด้านตะวันออกคือ “จักรวรรดิฝรั่งเศสแห่งอินโดจีน” (French Indochina)

 

เมื่อรัฐเหล่านี้ได้รับเอกราชในยุคสงครามเย็น สิ่งที่ตามมาอย่างชัดเจนคือ “สงครามปลดปล่อย” ที่ขับเคลื่อนโดยพรรคคอมมิวนิสต์ และไม่มีประเทศไหนในภูมิภาคไม่มีสงครามคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นในบ้าน รวมทั้งในไทยเองก็ตาม และสงครามคอมมิวนิสต์เป็นปัญหาความมั่นคงที่ใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลในภูมิภาคต้องเผชิญ และเป็น “โจทย์ความมั่นคง” ที่ทั้งรัฐมหาอำนาจภายนอกและบรรดารัฐเล็กๆ ในภูมิภาค ได้ร่วมกันต่อสู้

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐเพื่อนบ้านจึงถูกกำหนดจากโจทย์ความมั่นคงเป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นผลของการเชื่อมต่อของพรรคคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค และประเด็นอีกส่วนที่เห็นชัดคือ ปัญหาการขยายตัวของอุดมการณ์และสงครามคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค ไม่ใช่เรื่องของประเทศหนึ่งประเทศใดเท่านั้น

 

คำถามหลักในสภาวะของสงครามเย็นคือ สงครามคอมมิวนิสต์จากเพื่อนบ้านจะขยายเข้าไทยหรือไม่?

 

ดังนั้นในสภาวะเช่นนี้ นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงไทยจึงมีนัยถึงการป้องกันการขยายตัวของสงครามในประเทศเพื่อนบ้านไม่ให้ลุกลามเข้าไทย ขณะเดียวกัน ก็ไม่ปล่อยให้เกิดสถานการณ์ที่ลากไทยให้ต้องรบกับเพื่อนบ้าน เพราะการทำเช่นนั้น จะทำให้สงครามภายนอกขยายตัวเข้ามาในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สภาวะดังกล่าว ทำให้ไทยต้องหาทางสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองมากที่สุด ยุทธศาสตร์เดิมที่เน้นเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับรัฐเพื่อนบ้าน อาจจะไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในยุคหลังการสิ้นสุดของสงครามเวียดนามในปี 1975 (พ.ศ. 2518) ที่มีนัยโดยตรงถึงการถอนตัวทางทหารของสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค ประกอบกับปัญหาสงครามกลางเมืองในกัมพูชาที่จบลงในปี 1979 (พ.ศ. 2522) ด้วยชัยชนะของกองทัพเวียดนาม

 

ผลจากความพลิกผันเช่นนี้ยิ่งทำให้นักความมั่นคงไทยต้องคิดถึงปัญหาทางยุทธศาสตร์ของไทยมากขึ้น สภาวะทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในปี 1975 และสภาวะเช่นนี้้เปลี่ยนซ้ำอีกครั้งในปี 1979 จนเป็นดังการสร้างความเข้มข้นของสงครามเย็นในภูมิภาค และภูมิภาคแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจนในมิติทางอุดมการณ์ และไทยกลายเป็น “รัฐแนวหน้า” (Frontline State) ของสงครามภูมิภาค

 

ยุคโลกาภิวัตน์ หากินด้วยกัน

 

ข้อสรุปที่ชัดเจนคือ ไทยไม่สามารถดำรงอยู่ในความขัดแย้ง หรือตกอยู่ในภาวะ “สงครามเย็น” กับรัฐเพื่อนบ้านได้อย่างยาวนาน หรือที่ใช้ในสำนวนของภาษาสงครามสมัยปัจจุบันคือ ไทยจะต้องไม่เข้าไปติดกับ “สงครามตลอดกาล” หรือ “Forever War” ที่สงครามมีระยะเวลานาน อันอาจจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

ในสภาวะเช่นนี้ ไทยต้องไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งกลายเป็นความสัมพันธ์ด้านหลักระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน จนทำให้ไทยไม่สามารถขยับตัวไปสู่การจัดการปัญหาอื่นๆ ได้ นอกจากเตรียมรับ “สงครามชายแดน” ซึ่งภาระสงคราม/ความขัดแย้งเช่นนี้ จะไม่ช่วยให้ไทยสร้าง “บทบาทนำ” ในเวทีภูมิภาคได้เลย มีแต่จะมีปัญหาต่อเนื่องไปไม่หยุด

 

อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุด เราคงต้องให้เครดิตกับบรรดา “นักยุทธศาสตร์แห่งบ้านพิษณุโลก” ที่กล้าเสนอแนวคิดแบบฝ่ากระแส และยังต้องยกเครดิตให้กับความกล้าหาญของอดีตนายกฯ ชาติชาย ชุณหวัณ ด้วยการนำเสนอนโยบายแบบพลิกขั้วคือ “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ที่จากเดิมนโยบายไทยต่อเพื่อนบ้านจะเน้นในเรื่องของ “ปัจจัยสนามรบ” เป็นสำคัญ

 

ดังนั้น นับจากรัฐบาลยุคนายกฯ ชาติชาย ในปี 1988 (พ.ศ. 2531) เป็นต้นมา แนวคิดของ “ยุทธศาสตร์บ้านพิษณุโลก” ได้กลายเป็นทิศทางหลักของความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้าน แม้จะมีรัฐประหารมาเป็นตัวคั่นเวลาทางการเมือง แต่ทิศทางหลักเช่นนี้ ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ดังเช่นที่เราเห็นนโยบายเช่นนี้ในยุคนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงปี 2001-2006 (พ.ศ. 2544-2549)

 

รัฐบาลไทยในยุคต่อๆ มา ได้ยึดถือเอา “ปัจจัยสนามการค้า” เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นประเด็นที่สอดรับกับการเติบโตของไทยในระบบเศรษฐกิจภูมิภาค ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย “กระแสโลกาภิวัตน์” และทั้งยังเน้นถึงทฤษฎี “การพึ่งพาทางเศรษฐกิจ” (Economic Interdependence) ประกอบกับปัจจัยสงครามและความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ลดความสำคัญลง และการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่า อีกทั้ง การเน้นในเรื่องของการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านนั้น สอดรับอย่างมากกับการขับเคลื่อนโลกด้วยกระแสโลกาภิวัตน์

 

อาจกล่าวได้ว่า นโยบาย “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ดำรงอยู่เป็นยุทธศาสตร์ของไทยต่อเพื่อนบ้านมาอย่างยาวนาน อย่างน้อยก็นับจากรัฐบาลนายกฯ ชาติชาย จนถึงรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร ดังได้กล่าวแล้วว่า แม้จะมีรัฐบาลมาเป็น “ตัวคั่นเวลา” แต่ก็มิได้เกิดการเปลี่ยนทิศทางของนโยบายดังกล่าวแต่อย่างใด “สนามการค้า” มีความสำคัญมากกว่า “สนามรบ” เสมอในนโยบายต่างประเทศไทย

 

แต่ด้วยเหตุแทรกซ้อนในช่วงรัฐบาลแพทองธารได้เกิดความขัดแย้ง จนนำไปสู่การใช้กำลังทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้น อันส่งผลให้กระแสชาตินิยมขยายตัวมากขึ้นในสังคมของทั้ง 2 ประเทศ และเป็นกระแสที่มีความเป็น “สุดโต่ง” มากขึ้นจากสังคมทั้งสอง เนื่องจากเกิดการรบถึง 2 ครั้งในปี 2025 (พ.ศ. 2568)

 

ยุคปัจจุบัน- กลับมาทะเลาะกันใหม่ด้วยเรื่องชาตินิยม

 

ผลจากกระแสชาตินิยมที่เกิดขึ้นจากสงครามเช่นนี้ เปิดโอกาสให้พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลในเวลาต่อมา อันส่งผลให้ความสนใจกับปัจจัยทางเศรษฐกิจแบบเดิม ถูกลดความสำคัญลงด้วยเสียงของฝ่ายชาตินิยมสุดโต่ง ที่ดูจะมีทิศทางสนับสนุนสงครามเป็นทิศทางหลัก

 

ประกอบกับตัวนายกฯ อนุทินเอง ก็มีท่าทีไปในทิศทางเช่นนั้นด้วย จนนโยบายต่างประเทศไทยเสมือนกับเกิด “การพลิกทิศทางยุทธศาสตร์” อีกแบบด้วยการใช้ “ยุทธศาสตร์ชาตินิยม” เป็นปัจจัยนำ หรือที่อาจเรียกได้ว่า “กระแสนำการทหาร และการเมืองตาม”

 

ดังนั้น ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอนุทินคือการ “เปลี่ยนสนามการค้า เป็นสนามรบ” ขณะเดียวกัน ก็เสมือนเป็นการพาประเทศไทยให้ติดอยู่กับสภาวะ “สงครามตลอดกาล” กับรัฐเพื่อนบ้าน (Forever War) เนื่องจากจนปัจจุบัน ก็ยังไม่เห็นโอกาสที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ด้วยการเจรจาทางการทูตให้สำเร็จได้จริง และต่างฝ่ายต่างโทษกันไปมาไม่จบ จนสภาวะเช่นนี้ ได้กลายเป็น “สงครามน้ำลาย” ข้ามเส้นเขตแดน

 

ขณะเดียวกัน เมื่อสงครามน้ำลายที่ถูกผสมด้วยกระแสชาตินิยมแล้ว โอกาสที่ “พี่น้องสองฟากของเส้นเขตแดน” จะกลายเป็นศัตรูไม่จบ และเกิดสภาวะ “ไม่มีใครยอมใคร” ที่พร้อมจะนำไปสู่สงครามครั้งใหม่ได้เสมอ ดังจะเห็นได้ในปัจจุบันว่า กระแสชาตินิยมที่สนับสนุนการแก้ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ยังคงดำรงสถานะเป็น “กระแสหลัก” ทั้งในสื่อและในสังคม แม้กระแสเช่นนี้ อาจจะลดลงบ้างในปีปัจจุบัน แต่ทิศทางของกระแสดังกล่าวยังมีแรงขับเคลื่อนอยู่ค่อนข้างมาก ประกอบกับคงปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาลเองก็คาดหวังว่า การเคลื่อนไปกับกระแสชาตินิยม จะเป็นปัจจัยในการสร้างคะแนนเสียงให้กับรัฐบาลทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

 

นอกจากนี้ในอีกด้านหนึ่ง การเกาะอยู่กับกระแสชาตินิยมแบบสุดโต่ง ทำให้รัฐบาลเน้นการสื่อสารกับสังคมภายในที่ชื่นชอบ “ลัทธิชาตินิยม” มากกว่าจะสื่อกับสังคมภายนอกที่เน้นในเรื่องของความถูกต้องของข้อมูลในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ หรือเกิดสภาพของการเสนอนโยบายในแบบ “ถูกใจ” (กับสังคมภายใน) มากกว่าต้องการความ “ถูกต้อง” ในทางหลักการ หรือข้อเท็จจริง หรือในอีกทางทำให้เกิดสภาพที่รัฐบาลไทย “ไม่สนใจ” หลักการระหว่างประเทศเท่าที่ควร อันส่งผลให้ไทยไม่ได้รับความสนับสนุนจากเวทีระหว่างประเทศมากนัก

 

อนาคตที่ยุ่งยาก

 

การติดกับดักเช่นนี้ จึงเป็นการลดทอนบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาคไปอย่างน่าเสียดาย เพราะความริเริ่มทั้งหมดของรัฐบาลไทยในปัจจุบันมุ่งอยู่กับเรื่องกัมพูชา จนดูเหมือนเราแทบจะลืมเรื่องพม่า เรื่องภาคใต้ และเรื่องความมั่นคงอื่นๆ ในเวทีสากลไปอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้ ไทยดูจะไม่สนใจเรื่องของ “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” เท่าใดนัก มีแต่ความสนใจเรื่องของ “ภูมิรัฐศาสตร์ท้องถิ่น” ที่ยึดโยงอยู่กับเรื่องของชายแดนและเส้นเขตแดน

 

อย่างไรก็ตาม เราคงต้องตระหนักว่า นโยบายต่างประเทศไทยไม่ได้มีแต่ปัญหากัมพูชาเท่านั้น และโจทย์พม่าที่รออยู่ข้างหน้าก็เป็นเรื่องใหญ่ และปัญหาที่ใหญ่ที่สุด คงหนีไม่พ้นโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ท้าทายผู้นำไทยอยู่ทุกวัน … เป็นความท้าทายทุกวันที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ด้วย แต่เราก็ดูจะยังไม่เห็นคำตอบเหล่านี้เท่าใดนัก เว้นแต่การเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยและคณะในช่วงที่ผ่านมา และถูกถ่ายทอดด้วยเสียงเพลง “เถียนมี่มี่” นั้น เป็นคำตอบในตัวเองที่ไม่จำเป็นต้องถกแถลงให้เสียเวลาว่า “ไทยยืนกับจีนเต็มตัวแล้ว”

 

เอ … บทความนี้ขึ้นต้นด้วยเรื่องเพื่อนบ้าน แต่ทำไมกลับมาจบลงที่จีน … หรือว่า วันนี้ถ้าจะถกเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้าน ก็อาจจะต้องถกเรื่องบทบาทของจีนด้วย เพราะสักวันหนึ่ง จีนอาจจะขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาค จนเกิดสภาพที่อิทธิพลของจีน “ประชิด” แนวชายแดนไทย และเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้ในอนาคต หรือไม่ใช่เรื่อง “เหลือเชื่อทางภูมิรัฐศาสตร์” อย่างแน่นอน

 

ว่าที่จริงวันนี้ แนวเส้นเขตแดนไทยก็ประชิดอยู่กับเขตอิทธิพลของ “จีนเทา” ในหลายพื้นที่อยู่แล้ว แม้พื้นที่เหล่านั้นจะอยู่ในรัฐเพื่อนบ้านของไทย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เป็นแต่เพียงสังคมไทยจะยอมรับความจริงเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม!

 

ภาพ: Niphon Subsri via ShutterStock

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising