วันนี้ (8 สิงหาคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการใช้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทในส่วนที่เหลือ ว่าจะมีการจัดลำดับความสำคัญในการใช้งบประมาณอย่างไร เนื่องจากขณะนี้มีการเสนอโครงการเข้ามาจำนวนมาก ทั้งโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ว่า ที่แน่ๆ เงิน 2 แสนล้านบาทที่เหลือ ต้องนำมาใช้ในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ส่วนงบประมาณในส่วน 2 แสนล้านบาทแรก ขณะนี้เหลืออยู่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้นโยบายว่า ขอประเมินสถานการณ์ก่อน เพราะมีงบประมาณที่จำกัด จึงต้องใช้อย่างระมัดระวังและตรงเป้ามากที่สุด ก่อนย้ำว่าส่วนตัวมองว่าสิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ส่วนกรณีที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเล็งของบประมาณจาก พ.ร.ก. กู้เงิน เพื่อใช้ในโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ประมาณ 1,750-2,000 ล้านบาท เอกนิติกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าไม่ได้ใช้งบประมาณเยอะ ซึ่งตนได้ให้นโยบายไปว่าจะต้องใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ เพื่อเยียวยาร้านค้าต่างๆ พร้อมยอมรับว่า แม้จะมีจำนวนเงินเพียงพอ แต่ก็ต้องใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ และต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย เหมือนกับโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’
ส่วนกรณีที่อาจมีเสียงวิจารณ์ว่า โครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ อาจไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของเงินกู้ที่กำหนดให้ใช้ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน หากสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น เอกนิติย้ำว่า เรื่องนี้ขอประเมินสถานการณ์ก่อน
เมื่อถามว่าหากต้องต่อโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ในเฟส 2 จะใช้เงินในส่วนของ 2 แสนล้านบาทหลัง ซึ่งกำหนดไว้สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มาใช้แทนในโครงการนี้ได้หรือไม่ เอกนิติยอมรับว่า ในทางกฎหมายใช้ได้ แต่ในทางปฏิบัติอยากจะเก็บไว้ใช้ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมยอมรับว่า เงินจำนวน 5-6 หมื่นล้านบาทจะใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเฉพาะโครงการโซลาร์รูฟท็อป เพื่อช่วยประชาชนในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยจะมีสถาบันการเงินอย่างธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์เข้ามาช่วยในเรื่องสินเชื่อ
เอกนิติยังระบุอีกว่า ยังจะมีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะเราใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก ซึ่งในส่วนของก๊าซธรรมชาติใช้ในการผลิตไฟฟ้า รวมถึงการขายไฟคืน การเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นสมาร์ทมิเตอร์ และเรื่องระบบสายส่ง เพราะเราต้องคิดทั้งระบบ ไม่เช่นนั้นอาจเหมือนในต่างประเทศที่ทำเรื่องพลังงานสะอาด แต่เมื่อไฟตกก็อาจดับทั้งเมือง
นอกจากนี้ยังจะมีการเปลี่ยนผ่านด้านคมนาคม โดยรัฐบาลอยากทำเรื่องรถขนส่งสาธารณะให้เป็นรถ EV ใน 7 กลุ่ม เพราะรถเหล่านี้มีอายุการใช้งานมายาวนาน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการลงรายละเอียดและงบประมาณ
ส่วนกรณีที่หารือกับประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Grab Holdings จำกัด (ประเทศสิงคโปร์) เอกนิติกล่าวว่า ผู้บริหารได้มาขอบคุณที่มีส่วนร่วมในโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบ AI คล้ายกับแอปพลิเคชันนกกระซิบ ส่งผลให้ยอดขายของพ่อค้าแม่ค้าเพิ่มขึ้นกว่า 68% ซึ่งนี่เป็นการพิสูจน์ว่าคำว่า ‘พลัส’ ที่ใช้ คือการเพิ่มศักยภาพ ทำให้ร้านค้าเก่งขึ้น และเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าเหล่านั้น และหลังจากนี้ตนจะไปพูดคุยกับประชาชนและร้านค้าเพื่อนำมาต่อยอด
เมื่อถามว่าโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ หลังหมดโครงการในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้ จะต่อในเฟส 2 ทันทีเลยหรือไม่ เอกนิติกล่าวว่า ขอพิจารณาให้ครบถ้วนก่อน


