กลุ่มบริษัทบางจาก รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 183,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน มี EBITDA 25,968 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และมีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 12,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 99 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
ประเด็นสำคัญ
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยสำคัญจากการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม (Mark-to-Market) ในไตรมาสก่อน ส่งผลให้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (Oil Hedging) ลดลงเหลือ 879 ล้านบาท และมีการรับรู้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงอีก 4,415 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน บางจากฯ ได้เดินหน้าเริ่มต้นผลิตและจำหน่าย SAF เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยเดินเครื่องเฉลี่ย 6.8 KBD และมียอดจำหน่ายรวม 39 ล้านลิตร ซึ่งได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและน้ำมันพืชใช้แล้ว (SAF-UCO Spread) ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ SAF เริ่มสร้าง EBITDA และกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัททั้งในไตรมาสนี้และในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคาพลังงาน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อกำไรในช่วงที่เหลือของปี
นอกจากนี้ ในแง่การขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ บริษัทย่อย Bangchak Hong Kong Holding Limited ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Chevron Hong Kong Limited เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และได้เปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong Limited (BHK) ซึ่งจะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยธุรกรรมนี้ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน 31 แห่ง คลังน้ำมัน และท่าเทียบเรือในฮ่องกง ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจค้าปลีกน้ำมันไปยังต่างประเทศ
เจาะลึกผลการดำเนินงานรายกลุ่มธุรกิจ ไตรมาส 2/2569
ภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน รายงานรายละเอียดผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2569 แยกตามรายกลุ่มธุรกิจ ดังนี้
1. กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ
มีรายได้รวม 144,177 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 จากไตรมาสก่อน และร้อยละ 45 จากปีก่อน) และมี EBITDA 17,186 ล้านบาท
- ธุรกิจโรงกลั่น มีรายได้ 152,272 ล้านบาท และ EBITDA 14,029 ล้านบาท ได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ค่าการกลั่นพื้นฐานและกำลังการผลิตเฉลี่ยจะลดลงเล็กน้อย ทั้งนี้ มีการรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันล่วงหน้า 1.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (เทียบเท่า 879 ล้านบาท) ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม และเริ่มรับรู้ EBITDA จำนวน 1,000 ล้านบาทจากการดำเนินการเชิงพาณิชย์ของหน่วยผลิต SAF
- ธุรกิจการตลาด มีรายได้ 123,847 ล้านบาท และ EBITDA 2,831 ล้านบาท โดยค่าการตลาดสุทธิฟื้นตัวมาอยู่ที่ 1.26 บาทต่อลิตร จากการสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันและการปรับราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับตลาดโลก ช่วยชดเชยปริมาณจำหน่ายที่ลดลง แม้ปัจจัยหนุนจาก Inventory Gain จะลดลงก็ตาม ณ สิ้นไตรมาส มีสถานีบริการ 2,191 แห่ง จุดชาร์จ EV กว่า 617 สถานี ครองส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการร้อยละ 27.9
- ธุรกิจพลังงานชีวภาพ มีรายได้ 6,388 ล้านบาท และ EBITDA 794 ล้านบาท ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซล (B100) ได้แรงหนุนจากการคงสัดส่วนผสมดีเซลเป็น B7 และเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 จากการเริ่มจำหน่าย SAF
2. กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน
มีรายได้ 129,205 ล้านบาท และ EBITDA 784 ล้านบาท ปริมาณการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ขยายตัวร้อยละ 20 จากธุรกรรมนอกกลุ่มบริษัท (Out-Out) ขณะที่ธุรกิจขนส่งทางเรือปรับตัวดีขึ้นจากธุรกรรม Time Charter, Spot Charter และค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้น
3. กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ
มีรายได้ 10,172 ล้านบาท และ EBITDA 7,062 ล้านบาท ได้รับอานิสงส์จากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquid Price) เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ตามสภาวะตลาดโลกและภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และราคาก๊าซธรรมชาติ (Gas Price) เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากปริมาณสำรองก๊าซในยุโรปที่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี มีการรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ 432 ล้านบาท (คิดเป็น 154 ล้านบาทตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ หลังหักภาษี)
อย่างไรก็ดี OKEA ได้บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ในแหล่ง Statfjord และค่าความนิยมในแหล่ง Draugen รวม 550 ล้านบาท (ตามสัดส่วนหลังหักภาษี) ส่งผลให้มีการปรับประมาณการผลิตปี 2569 เป็น 29-32 kboepd และปรับเพิ่มประมาณการผลิตปี 2570 เป็น 39-43 kboepd
4. กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน
มีรายได้ 807 ล้านบาท และ EBITDA 1,065 ล้านบาท ได้รับอานิสงส์จากธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 653 ล้านบาท จากปริมาณการจำหน่ายของโรงไฟฟ้า SFE และ CCE ที่เพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยการหยุดซ่อมบำรุงของโรงไฟฟ้า Hamilton ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว มียอดขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 45 จากการเข้าสู่ช่วงฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม
ครึ่งแรกปี 2569 โชว์ความแข็งแกร่งสะท้อน Synergy ร่วม 5,600 ล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงานรวมครึ่งปีแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 326,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 43,763 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) 13,155 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 YoY
ทั้งนี้ เมื่อรวม Inventory Gain (รวม NRV) และรายการพิเศษอื่น บริษัทฯ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่รวม 18,383 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 12.51 บาท
ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านการผสานศักยภาพของโรงกลั่นทั้งสองแห่ง ทำให้ในครึ่งปีแรกสามารถรับรู้ผลจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง (Recurring Synergy) และการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Business Improvement) รวมประมาณ 5,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นจาก 3,000 ล้านบาทในปีก่อน
อีกทั้งหลักทรัพย์ BCP ยังได้รับการคัดเลือกเข้าดัชนี SET50 (รอบ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2569) และได้รับการจัดอันดับที่ 21 ของบริษัทชั้นนำ 500 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดย Fortune Southeast Asia 500 ในปี 2569
ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569
- เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด: 27,611 ล้านบาท
- สินทรัพย์รวม: 374,755 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 75,950 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568)
- หนี้สินรวม: 272,149 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 57,485 ล้านบาท)
- ส่วนผู้ถือหุ้นรวม: 102,606 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 18,465 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของบริษัทใหญ่ 83,353 ล้านบาท)
- อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/E): อยู่ที่ 1.05 เท่า

