×

กัลฟ์ ทำ Core Profit ใน Q2/69 ทะลุ 1.2 หมื่นล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตั้งเป้ารายได้-EBITDA ปี 69 โต 12-15% พร้อมเข้าร่วม Direct PPA-โซลาร์ฟาร์มชุมชน

07.08.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกสรุปผลประกอบการ GULF ไตรมาส 2/2569 และแผนธุรกิจ Direct PPA-โซลาร์ฟาร์มชุมชน

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ไตรมาส 2/2569 ซึ่งสามารถสร้างสถิติกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากธุรกิจปัจจัยสนับสนุนของพอร์ตธุรกิจพลังงานและส่วนแบ่งกำไรจาก AIS

 

 

ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม อยู่ที่ 50,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จาก 40,617 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 และมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) อยู่ที่ 12,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% จาก 7,101 ล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักมาจากธุรกิจพลังงาน ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจาก AIS

 

ด้านตัวเลขทางการเงินอื่นๆ บริษัทฯ มี EBITDA จำนวน 18,997 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41% YoY ขณะที่กำไรสุทธิ (Net Profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ อยู่ที่ 12,446 ล้านบาท ลดลงจาก 63,871 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 ที่มีการบันทึกกำไรพิเศษจากการควบรวมธุรกิจกับ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท

 

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 815,968 ล้านบาท หนี้สินรวม 468,364 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 347,604 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/E) อยู่ที่ 1.06 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.91 เท่า ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 จากการเบิกเงินกู้สถาบันการเงินเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนธุรกิจนำเข้า LNG, ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และโครงการ LNG Terminal ประกอบกับส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงภายหลังจ่ายเงินปันผลพิเศษ

 

เจาะลึก 3 พอร์ตธุรกิจหลัก เติบโตทุกกลุ่มธุรกิจ

 

  • ธุรกิจพลังงานก๊าซธรรมชาติและทรัพยากร
  • โรงไฟฟ้า IPP ในประเทศ โครงการกัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) มี Load Factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 81% จาก 70% และกัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) เพิ่มขึ้นเป็น 77% จาก 75% ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศที่สูงขึ้น อีกทั้งรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากกลุ่ม GJP 550 ล้านบาท (+10%) จากโครงการกัลฟ์ อุทัย (GUT) ที่มี Load Factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 46% และกัลฟ์ หนองแซง (GNS) เพิ่มขึ้นเป็น 66%
  • โรงไฟฟ้า Jackson Generation ในสหรัฐฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร 269 ล้านบาท (+101%) จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นเด่นชัดตามความต้องการในตลาด PJM
  • กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP 19 แห่ง มีกำไรลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนก๊าซเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 363 บาท/ล้านบีทียู สวนทางกับค่า Ft ที่ลดลงเหลือ 0.1406 บาท/กิโลวัตต์ชั่วโมง แต่ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมยังคงขยายตัวได้ดี
  • ธุรกิจทรัพยากรและ LNG รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก PTT NGD 343 ล้านบาท (+65%) ตามทิศทางราคาน้ำมันเตาที่ปรับสูงขึ้น และมีกำไรจากธุรกิจนำเข้า LNG (GLNG และ HKH) แตะ 450 ล้านบาท (+157%) โดยในครึ่งแรกของปี 2569 ได้นำเข้า LNG รวม 37 ลำ คิดเป็นปริมาณประมาณ 2.4 ล้านตัน
  • ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน
  • Solar Farms และ Solar BESS ในประเทศ มีโครงการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) เพิ่มขึ้นเป็น 12 โครงการ กำลังผลิตรวม 1,129 เมกะวัตต์ ส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้นเป็น 402 ล้านบาท (+153%)
  • พลังงานลม รับรู้ส่วนแบ่งกำไรกลุ่ม Gulf Gunkul 114 ล้านบาท (+25%) จากความเร็วลมเฉลี่ยที่ดีขึ้น และโรงไฟฟ้าลม MKW ในเวียดนามมีผลขาดทุนลดลง 48 ล้านบาท หลังการปรับราคาขายไฟฟ้าใหม่กับ EVN เป็น 7.2 เซนต์สหรัฐฯ/กิโลวัตต์ชั่วโมง
  • ธุรกิจดิจิทัลและรายได้อื่น ๆ
  • ส่วนแบ่งกำไรจาก AIS สูงถึง 4,549 ล้านบาท (+31%) จากการเพิ่มขึ้นของ ARPU ทั้งมือถือและบรอดแบนด์ ประกอบกับต้นทุนโครงข่ายที่ลดลงและการคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
  • รายได้พิเศษอื่น ๆ รับเงินปันผลจากการลงทุนใน KBANK 2,842 ล้านบาท และมีกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุน 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลาย ให้แก่ J-Power จำนวน 1,928 ล้านบาท

 

เปิดทิศทางครึ่งปีหลัง 2569 พร้อมเข้าร่วม Direct PPA-โซลาร์ฟาร์มชุมชน

 

ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/2569 สะท้อนศักยภาพของธุรกิจหลักของบริษัทฯ ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ประมาณการการเติบโตของรายได้รวมและ EBITDA อยู่ที่ประมาณ 12-15% ในปี 2569

 

สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทฯ คาดว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้าเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวมประมาณ 700 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar farms) และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar farms with battery energy storage systems: Solar BESS) ภายในประเทศ จำนวน 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการ Solar Rooftop ภายใต้ GULF1 ซึ่งคาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าเพิ่มเติมอีกประมาณ 60-70 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับการเติบโตในระยะยาว GULF ยังคงมุ่งเน้นการขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดยปัจจุบันมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน และโครงการพลังงานลม ซึ่งจะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2573 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ใน สปป.ลาว จำนวน 3 โครงการ ซึ่งมีกำหนดทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงปี 2573–2576 อีกด้วย

 

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมีแผนเข้าร่วมพัฒนาโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายของภาครัฐ อาทิ โครงการพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ โครงการนำร่อง Direct PPA และโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง บริษัทฯ ยังมุ่งขยายการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะยุโรปและสหราชอาณาจักร โดยได้จัดตั้งสำนักงานในกรุงลอนดอน เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจในภูมิภาคยุโรปต่อไป

 

นอกจากธุรกิจพลังงานแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นหนึ่งใน New S-Curve ที่จะเข้ามาเสริมการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center, Cloud และ AI ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Transformation) ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เปิดให้บริการศูนย์ข้อมูล GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ขณะที่โครงการ GSA02 ขนาด 38 เมกะวัตต์ และโครงการ GEDC01 ซึ่งมีขนาดกำลังการให้บริการสูงสุด 100 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการก่อสร้างและมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2570 อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจศูนย์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับความต้องการใช้บริการด้านดิจิทัลและ AI ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories