×

เงินบาท ‘แข็งค่า’ หนักสุดรอบ 6 สัปดาห์ หลังปฏิบัติการแทรกแซงเยนของสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น Standard Chartered เปิดเป้าสิ้นปีนี้จ่อแข็งต่อแตะ 32.50 บาทต่อดอลลาร์

06.08.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบเงินบาทแข็งค่า โดยมีเหรียญบาท ดอลลาร์สหรัฐ และเยนญี่ปุ่น

วันนี้ (6 สิงหาคม) เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ใกล้แตะระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 33.02-33.13 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังปฏิบัติการแทรกแซงเงินเยนของสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ดันดอลลาร์อ่อนค่า ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำ Standard Chartered เปิดเป้าเงินบาทสิ้นปีนี้ คาดจ่อแข็งต่อแตะ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

 
 

ดร. ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ภายในช่วงเวลาเพียง 3-4 วันที่ผ่านมา เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วมาก โดยเกือบจะลงมาต่ำกว่า 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในวันนี้ โดยมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ทั้งการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น และส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐฯ

 

โดยการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ จากมาตรการแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือและพยุงค่าเงินเยน ทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นและกดดันให้เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ซึ่งส่งผลดีทำให้บาทแข็งค่าขึ้นตาม

 

ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น จากระดับประมาณ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ไปแตะระดับ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐ ในวันนี้ ท่ามกลางความสัมพันธ์ (Correlation) ของค่าเงินบาทที่ไปในทิศทางเดียวกับราคาทองคำ

 

นอกจากนี้ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐฯ โดยสถานการณ์ความขัดแย้งหรือสงครามเริ่มคลี่คลายลง ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ที่ราว 80 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่ได้เร่งรีบปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ทยอยปรับตัวลดลงจากเกือบ 5% ซึ่งเป็นผลลบต่อค่าเงินดอลลาร์และทำให้บาทแข็งค่าขึ้น

 

โดยธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดคาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินในเชิงผ่อนคลายต่อไป โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.00% จนถึงสิ้นปี 2570

 

เปิดแนวโน้มค่าเงินบาท สิ้นปีนี้อยู่ที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) คาดว่า ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง อยู่ที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2569, 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2570 และ 34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2571

 

“32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมองเผินๆ อาจจะดูแข็งค่าขึ้นกว่าระดับ 33 บาทในปัจจุบัน แต่หากเปรียบเทียบระดับ 32.5 บาทนี้กับราคาเปิดตลาดในช่วงต้นปีซึ่งอยู่ที่ระดับ 31.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะพบว่าเป้าหมายปลายปีนี้ก็ยังคงอยู่ใน ‘โซนอ่อนค่า’ อยู่ดี” ดร. ทิมกล่าว

 

ดร. ทิมกล่าวต่อว่า สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดยังคงมีมุมมองระมัดระวังต่อค่าเงินบาท เนื่องจากประเทศไทยเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยพื้นฐานที่ยังซบเซา อัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับต่ำ เงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า และความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่เกี่ยวกับกระแสเงินตราต่างประเทศจากภาคท่องเที่ยว

 

บาทอ่อนหนุนส่งออก-ท่องเที่ยวระยะสั้น ไทยต้องเสริมพื้นฐานเศรษฐกิจ

 

ดร. ทิม กล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้เงินบาทที่อ่อนค่าลงอาจช่วยสนับสนุนการส่งออกและการท่องเที่ยวในระยะสั้นผ่านความสามารถในการแข่งขันด้านราคาที่ดีขึ้น แต่ไม่สามารถทดแทนความจำเป็นในการเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งขึ้นได้ สิ่งสำคัญสำหรับประเทศไทยคือการตอบสนองเชิงนโยบายที่ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น สนับสนุนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน และรักษาแรงส่งของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ”

 

Standard Chartered คาดเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังท้าทาย

 

โดยล่าสุด Standard Chartered Global Research ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.6% จากเดิม 1.4% สะท้อนการเติบโตที่ดีกว่าคาดในช่วงต้นปี และแรงสนับสนุนระยะสั้นจากมาตรการบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม การเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีคาดว่าจะยังชะลอตัว โดยการบริโภคภาคเอกชนและภาคท่องเที่ยวยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจ

 

ดร. ทิมกล่าวต่อว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน ขณะที่ผู้ประกอบการโรงแรมยังมีมุมมองระมัดระวังต่อแนวโน้มในไตรมาส 3 ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงทำให้ผู้ประกอบการได้ปรับลดราคาห้องพักเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ ทั้งนี้ จากต้นปีจนถึงปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมอยู่ที่ 69 0%

 

“เศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ครึ่งหลังของปีด้วยแรงส่งที่ลดลง และมีตัวช่วยไม่มาก มาตรการกระตุ้นทางการคลังระยะสั้นจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ แต่ไม่เพียงพอ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งขึ้น กำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่มั่นคงขึ้น และการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างทันท่วงที จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากการฟื้นตัวที่ยังเปราะบางไปสู่การฟื้นตัวที่ยั่งยืนมากขึ้น”

 

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมองว่า ความเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยมาจากแรงกดดันของเศรษฐกิจโลก พัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่อาจอ่อนแอกว่าคาด ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ และความเป็นไปได้ของความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคของไทย ฐานะการคลังภาครัฐที่ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ และมาตรการสนับสนุนเชิงนโยบายที่ดำเนินอยู่ น่าจะช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านขาลงได้ในระหว่างที่เศรษฐกิจรอการฟื้นตัวที่ยั่งยืนมากขึ้น

 
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories