เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจแบบเปิดที่พึ่งพาโลกภายนอกสูง โดยเฉพาะสองเสาหลักอย่าง ‘การส่งออกและการท่องเที่ยว’ เมื่อใดที่เศรษฐกิจโลกสะดุด รายได้สองทางนี้ก็สั่นคลอนตามทันที
ประเด็นสำคัญ
หลายเสียงบนโซเชียลตั้งคำถามว่า ทำไมไทยถึงเติบโตช้ากว่าเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม และมองว่าส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างที่พึ่งพารายได้จากภายนอกมากเกินไป โดยยังไม่ได้สร้างฐานการเติบโตของตัวเองที่ยั่งยืน
นั่นทำให้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ส่งตรงถึงกระเป๋าเงินของคนไทย

เก็บข้อมูลจาก Zocial Eye ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2025 – มิถุนายน 2026
ทีม Wisesight วิเคราะห์ข้อมูล Social Listening ด้วยเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2025 – มิถุนายน 2026 พบว่าคนไทยพูดถึงเศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อประเทศไทยใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ สงครามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, ภูมิรัฐศาสตร์ และฟองสบู่เอไอ รวมกันกว่า 470,000 ข้อความ และมีเอ็นเกจเมนต์โดยรวมกว่า 110 ล้านเอ็นเกจเมนต์
ข้อมูลพบว่า การพูดถึงเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงเวลา และเพิ่มขึ้นชัดเจนในจังหวะที่มีเหตุการณ์สำคัญ เช่น ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซและชายแดนไทย-กัมพูชา การประกาศขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงความผันผวนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดโลก
ประเด็นที่ 1 สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คือ เรื่องที่จุดกระแสการพูดถึงมากที่สุดกว่า 3 แสนข้อความ โดยเฉพาะวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งเป็นเส้นทางที่น้ำมันดิบราว 20% ของโลกต้องผ่าน เมื่อไทยมีการนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด เหตุการณ์นี้จึงส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนไทย โดยมุมมองส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ในเชิงลบ และส่วนน้อยที่เป็นเชิงบวก
มุมมองเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่
- ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น (67%) – เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่ง ราคาขายปลีกหน้าปั๊มก็ปรับตัวสูงขึ้นตาม ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งและการผลิตสูงขึ้น จนกระทบทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าครองชีพของครัวเรือนสูง
- ต้นทุนโลจิสติกส์และการส่งออกสูงขึ้น (9%) – ความตึงเครียดในภูมิภาค รวมถึงการโจมตีเรือในทะเลแดง ส่งผลให้ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยเรือสูงขึ้น เรือต้องเปลี่ยนเส้นทางอ้อมและใช้เวลานานขึ้น กระทบต้นทุนสินค้านำเข้า-ส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของไทย
- การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ (5%) – น่านฟ้าของตะวันออกกลางที่มีความเสี่ยง ทำให้เที่ยวบินต้องบินอ้อมหรือยกเลิก ต้นทุนการบินที่สูง ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินสูงขึ้นตาม ส่งผลให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และรายได้จากการท่องเที่ยวลดลงตาม
- แรงงานไทยในตะวันออกกลาง (5%) – มีแรงงานไทยจำนวนมากทำงานในตะวันออกกลาง หากสงครามลุกลามจนต้องอพยพกลับ รัฐบาลไทยต้องจัดเตรียมงบประมาณไว้สำหรับการอพยพและเยียวยาแรงงานกลุ่มนั้น
มุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่
- ราคาทองคำพุ่ง คนถือทองได้กำไร (12%) – ความไม่แน่นอนดันให้ราคาทองคำขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Assets) ทำให้คนไทยที่ถือครองหรือลงทุนในทองจึงได้กำไร
- โอกาสด้านพลังงาน (2%) – การวางตัวเป็นกลางของไทยอาจเปิดโอกาสด้านพลังงาน เช่น การซื้อน้ำมันในราคาถูกหรือแลกกับสินค้าเกษตรของไทย โดยอาจช่วยลดต้นทุนพลังงานและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศให้ดีขึ้น

เก็บข้อมูลจาก Zocial Eye ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2025 – มิถุนายน 2026
ประเด็นที่ 2 ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า
ประเด็นที่ถูกพูดถึงรองลงมา คือ ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่ถูกพูดถึงราว 2 แสนกว่าข้อความ เพราะเป็นประเด็นที่กระทบทั้งปากท้อง การค้า และเรื่องศักดิ์ศรีของประเทศพร้อมกัน โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่กำแพงภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ถูกมองว่าใช้ภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง โดยมุมมองที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่เป็นเชิงลบ และมีส่วนน้อยที่เป็นเชิงบวก
มุมมองเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่
- ชี้เป้าไปที่ความไม่สมดุลของการค้าระหว่างไทยกับจีน (40%) – เมื่อไทยโดนสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสูง คนไทยจำนวนมากกลับหันมาตั้งคำถามว่าทำไมไทยจึงเก็บภาษีสินค้าจีนในอัตราต่ำ และเปิดทางให้ทุนจีนเข้ามาทำธุรกิจหรือถือครองที่ดินได้ง่าย ขณะที่สินค้าจีนราคาถูก ทะลักเข้ามาตีตลาดจน SME และร้านค้าออนไลน์ไทยขายของไม่ได้
- ภาษีสหรัฐฯ กระทบการส่งออก (38%) – ไทยที่มีการพึ่งพาการส่งออกสูง เมื่อกำแพงภาษีทำให้สินค้าไทยแข่งขันด้านราคายากขึ้น หลายคนกลัวว่าเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จะถูกซ้ำเติมจนเข้าสู่ภาวะถดถอย กระทบทั้งการจ้างงานและรายได้ในภาคส่งออก
- การนำอธิปไตยไปแลกกับส่วนลดภาษี (7%) – มีการรับรู้ในสังคมว่าทรัมป์ใช้ภาษีเป็นเงื่อนไขต่อรองกดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ ทำให้เกิดกระแสชาตินิยมรุนแรง โดยคนไทยไม่เห็นด้วยกับการนำอธิปไตยหรือดินแดนไปแลกกับส่วนลดภาษี เพราะมองว่าดินแดนมีค่ามากกว่าผลประโยชน์ทางการค้าหลายเท่า
มุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่
- โอกาสจัดระเบียบการค้ากับจีนใหม่ (9%) – บางกลุ่มมองว่านี่คือจังหวะที่ไทยควรใช้แรงกดดันจากสหรัฐฯ มาปรับสมดุลการค้ากับจีนใหม่ เช่น การเก็บภาษีสินค้าจีนเพิ่มขึ้น หรือออกมาตรการปกป้องผู้ผลิตในประเทศไทย
- มองเป็นโอกาสในการกระจายความเสี่ยง (6%) – โลกยังมีตลาดส่งออกอื่นอีกมาก ทั้งจีน อาเซียน อินเดีย และตะวันออกกลาง คนบนโซเชียลบางส่วนมีการเสนอให้ใช้แรงกดดันครั้งนี้เป็นจังหวะจัดระเบียบการค้ากับจีนใหม่ เช่น เก็บภาษีสินค้าจีนให้เหมาะสมและปกป้องผู้ผลิตในประเทศ
ประเด็นที่ 3 ฟองสบู่ AI
ฟองสบู่ AI คือ ภาวะที่ราคาหุ้นบริษัทเทคโนโลยีและ AI ถูกดันขึ้นสูงเกินกว่าผลกำไรจริงจะรองรับ จนเสี่ยงร่วงแรงพร้อมกันคล้ายภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ดอทคอมในอดีต แม้จะเป็นประเด็นใหญ่ในตลาดการเงินโลก แต่กลับเป็นประเด็นที่คนไทยพูดถึงน้อยที่สุดราว 11,000 ข้อความ เพราะต้องอาศัยประสบการณ์ด้านการลงทุน จึงถูกถกเถียงกันในวงเฉพาะกลุ่มนักลงทุนมากกว่ากลุ่มคนทั่วไป โดยมีมุมมองส่วนใหญ่ในเชิงลบ และส่วนน้อยที่เป็นกลาง
มุมมองเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่
- ผลกระทบผ่านตลาดหุ้น (86%) – เมื่อนักลงทุนทั่วโลกเทขายหุ้นพร้อมกันจนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับลงตาม และจะกระทบกับนักลงทุนไทยที่มีการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศ ซึ่งมูลค่าจะร่วงตามไปด้วย
- ผลกระทบด้านการส่งออก (8%) – ไทยเป็นฐานผลิตและส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายสำคัญของโลก หากกระแส AI เติบโตขึ้นเรื่อยๆ คำสั่งซื้อชิ้นส่วนจากไทยจะเพิ่มขึ้น และเป็นผลดีต่อการส่งออก แต่หากฟองสบู่แตกและการลงทุน AI ทั่วโลกชะลอ คำสั่งซื้อก็จะลดลงและกระทบภาคส่งออกของไทยไปด้วย
- ภัยการเงินระดับครัวเรือน (3%) – ในช่วงที่ราคาหุ้นพุ่งสูง มีอินฟลูเอนเซอร์และเพจการเงินจำนวนมากออกมาสนับสนุนให้มีการลงทุน สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่มีความรู้ไม่มาก มักซื้อหุ้นตามกระแสในช่วงราคาปลายทาง เมื่อฟองสบู่แตกจึงเสี่ยงทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ขาดทุนหนัก โดยบางส่วนถึงขั้นมองว่า การสนับสนุนในลักษณะนี้เข้าข่ายหลอกลวงและควรถูกกำกับดูแล
มุมมองเป็นกลางต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่
- ไทยอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง (3%) – เนื่องจากไทยไม่มีบริษัทเทคโนโลยีหรือผู้พัฒนา AI รายใหญ่เป็นของตัวเอง จึงไม่มีฟองสบู่ให้แตกภายในประเทศ คนกลุ่มนี้จึงมองว่าไทยเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่อยู่ริมสนามมากกว่าการเป็นผู้เล่น
สรุปได้ว่า แม้ทั้งสามประเด็นจะมีจุดเริ่มต้นต่างกัน แต่ล้วนสะท้อนบทเรียนเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือความผันผวนของตลาดทุน ต่างสามารถส่งผลต่อค่าครองชีพ การจ้างงาน และการลงทุนของคนไทยได้โดยตรง การติดตามสถานการณ์อย่างรอบด้านและตระหนักถึงความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะในโลกที่เชื่อมโยงกัน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไกลตัว อาจส่งผลมาถึงชีวิตประจำวันของเราได้เสมอ
ภาพปก: Chester Hoth / Shutterstock

