วันนี้ (2 สิงหาคม) เจ้าหน้าที่ตัวแทนจากคณะกรรมการประสานงานแห่งชาติว่าด้วยการต่อต้านการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) พร้อมด้วยคณะผู้แทนจาก ธนาคารพัฒนาลาว (Lao Development Bank: LDB) ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ พล.ต.ต.ศารุติ แขวงโสภา รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อหารือข้อราชการและแนวทางการดำเนินคดีตามกฎหมาย
การเข้าพบในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหารือแนวทางการดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลผู้ใช้บัญชีโซเชียลมีเดีย จำนวน 3 บัญชี ที่มีพฤติกรรมโพสต์ข้อความพาดพิงและกล่าวหาธนาคาร LDB ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินผ่านระบบ Payment Gateway ให้กับกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ แก๊งสแกมเมอร์ เครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ และธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ
ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทางตัวแทนธนาคารระบุว่าไม่เป็นความจริง และส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือของธนาคาร คณะผู้บริหาร ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของ สปป.ลาว ในภาพรวม
ภายหลังจากการร่วมประชุมหารือ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เร่งดำเนินการสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวอย่างละเอียด เพื่อพิจารณาว่าการกระทำของกลุ่มเพจหรือบัญชีโซเชียลมีเดียเหล่านั้น เข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายของประเทศไทยหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการกระทำความผิดจริง จะมีการบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีตามขั้นตอนอย่างเด็ดขาดต่อไป
นอกจากการหารือในประเด็นการหมิ่นประมาททางไซเบอร์แล้ว คณะผู้แทนจาก สปป.ลาว ยังได้ใช้โอกาสนี้ในการติดตามความคืบหน้า คดีหลอกลวงนักธุรกิจชาวต่างชาติร่วมลงทุน ในโครงการอสังหาริมทรัพย์ หุ้น และธุรกิจพลังงาน ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,000 ล้านบาท โดยคดีนี้มีนักธุรกิจระดับแนวหน้าจาก สปป.ลาว ตกเป็นเหยื่อและได้รับความเสียหายมูลค่ามหาศาลเช่นกัน
สำหรับความคืบหน้าในคดีดังกล่าว ทางตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้รายงานว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดปฏิบัติการปราบปราม สามารถจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาและดำเนินการยึดทรัพย์สินที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิดไปแล้วจำนวนหนึ่ง ปัจจุบันคดีนี้ยังคงอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงิน เพื่อติดตามจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการที่เหลือมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อนำเงินมาเยียวยาผู้เสียหายต่อไป






