‘งบประมาณแผ่นดิน’ เรื่องที่ดูเหมือนไกลตัวและใกล้กับชีวิตของคนไทยทุกคน โดยเฉพาะช่วงเวลาปัจจุบันนี้ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายที่สุดของการบริหารจัดการงบประมาณ ซึ่งเป็นเสมือนระเบิดเวลากำลังนับถอยหลังอย่างช้าๆ
ประเด็นสำคัญ
THE STANDARD สนทนากับ เพียงพนอ บุญกล่ำ อดีตนักกฎหมายซึ่งก้าวสู่สนามการเมืองในบทบาททีมบริหารรัฐบาลประชาชน หรือ The Professionals ด้านการปฏิรูปภาครัฐ โดยปัจจุบันเธอมี 2 สถานะหลักในสภาผู้แทนราษฎร คือ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ของสภาฯ ด้วย
ผ่านมาร่วม 5 สัปดาห์ของการพิจารณางบประมาณแผ่นดินผ่านกลไกกรรมาธิการ เธอมองเห็นภาพรวมของวิกฤตงบประมาณแผ่นดินในมิติใดบ้าง และมีข้อเสนอแนะใดฝากถึงรัฐบาล ซึ่งเธอยอมรับว่า ‘มองเห็นความพยายาม’ แต่ยัง ‘ทำให้ดีกว่านี้ได้’ ตลอดจนความเห็นต่อกระบวนการปฏิรูประบบราชการขนานใหญ่ที่กำลังก่อรูป
ภาพรวมงบประมาณฯ ปี 70: ‘มะเร็งเรื้อรัง’ ท่ามกลางข้อจำกัด
เพียงพนอมองว่า ความพยายามในการจัดทำงบประมาณปีนี้ แม้จะมีการนำโครงการที่เคยซ่อนอยู่ ‘ใต้โต๊ะ’ ขึ้นมาจัดสรรอย่างโปร่งใสมากขึ้น แต่นั่นยังไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญ
โดยเธอได้ยืมคำของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาบรรยายสถานการณ์ด้านงบประมาณของประเทศในปี 2570
ดร. เอกนิติบอกว่า เราเป็น ‘มะเร็งเรื้อรัง’ ซึ่งแสดงว่ารุนแรงมาก สิ่งที่ดิฉันได้เห็นคือ แม้จะพยายามหยิบเรื่องที่เคยอยู่ใต้โต๊ะขึ้นมาบรรจุในงบประมาณแล้ว แต่เรายังทำให้ดีกว่านี้ได้
พอไปแกะดูก็จะเห็นว่า งบบุคลากรรัฐมันตัดไม่ได้ แต่ในงบที่จัดสรรไปแล้ว ต้องตั้งต้นว่า โครงการที่ทำ เงินที่มีจำกัด ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์และนึกถึงอนาคต
เพียงพนอตั้งข้อสังเกตถึงการลงทุนในเมกะเทรนด์โลกอย่าง พลังงานสะอาด รถยนต์ EV หรือแม้แต่เทคโนโลยี AI และ Data Center ว่า รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ‘ประเทศไทยได้อะไร?’
บริหารงบให้เหมือน ‘กงสี’ ก้อนสุดท้าย รัฐห้ามสุรุ่ยสุร่าย
เธอเสนอแนะว่า รัฐบาลสามารถ ‘ทำให้ดีกว่านี้ได้’ ในแง่การบริหารจัดการงบประมาณ
เพียงพนอย้ำว่า รัฐบาลควรใช้เป้าหมายเป็นตัวตั้งเพื่อดูว่า ในแต่ละโครงการที่มุ่งจะผลักดัน ประโยชน์สุทธิเหล่านั้นตกถึงประชาชนหรือผู้ประกอบการ SME หรือไม่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวอย่างระบบสายส่ง (Smart Grid) หรือระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟรางคู่ ดูจะเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงอนาคตที่ยั่งยืนมากกว่ากระแสฉาบฉวย
ในฐานะคนที่อยู่ในห้องกรรมาธิการงบฯ จะบอกว่ารัฐบาลยังทำให้ดีกว่านี้ได้ โดยเอาเป้าหมายเป็นตัวตั้ง
คิดว่าถ้านี่เป็นเงินกงสีครอบครัวเรา เงินก็เหลือน้อย เราก็ต้องไม่สุรุ่ยสุร่าย ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ เดี๋ยวลูกหลานเราจะต้องเติบโต เราสร้างอะไรไว้ให้เขา
ปฏิรูประบบราชการ: มาตรการเร่งด่วน ‘ห้ามเลือด’ ประเทศไทย
การผ่าตัดโครงสร้างใหญ่ผ่านกระบวนการ ‘ปฏิรูประบบราชการ’ เป็นอีกความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขวิกฤตงบประมาณ นอกเหนือไปจากการตัดลดตัวเลข โดย ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี รับหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ขับเคลื่อนเรื่องนี้
เพียงพนอให้กำลังใจรองนายกรัฐมนตรี พร้อมสนับสนุนแนวคิดปฏิรูประบบราชการไทยว่าเป็นสิ่งที่ควรทำมานานมากแล้ว ก่อนจะมอบข้อเสนอแนะในมุมมองของเธอ
เธอชี้ว่าในภาพรวม รัฐบาลจำเป็นต้องลดบทบาทในสิ่งที่ไม่จำเป็น ปล่อยให้เอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อน และหันมาโฟกัสกับบริการสาธารณะที่สำคัญอย่างการศึกษาและสาธารณสุข
ก่อนจะเสนอแนวทางปฏิรูปที่ต้องเริ่มจากการ ‘หยุดอาการเลือดไหล’ ของประเทศไทยที่เป็นเสมือนคนป่วยเรื้อรัง ผ่าน 2 แนวคิดเร่งด่วน
- บริหารจัดการหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาอย่างซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น
- นำร่อง ‘กิโยตินกฎหมาย’ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้ข้าราชการกล้าตัดสินใจและลดช่องโหว่การทุจริต
‘เจตจำนงทางการเมืองของผู้นำ’ คือปัจจัยความสำเร็จ
เพียงพนอได้หยิบยกบทเรียนจากประสบการณ์ในสมัยวิกฤต ‘ต้มยำกุ้ง’ หรือวิกฤตด้านการเงินของไทยช่วงปี 2541 ซึ่งรัฐบาลใช้มาตรการฟรีซ (Freeze) หรือชะลอการรับข้าราชการใหม่ พร้อมจำกัดเพดานเจ้าหน้าที่รัฐให้ไม่เกิน 3 ล้านคน โดยอาศัยกลไกการเกษียณอายุเพื่อช่วยลดจำนวนลงตามขั้นตอน
อย่างไรก็ตาม สำหรับนโยบายเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early Retire) นั้น เพียงพนอเสนอว่าควรกระทำอย่างระมัดระวัง โดยมีเงื่อนไขด้านสุขภาพหรือผลงานที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการสูญเสียบุคลากรชั้นดีของหน่วยงาน
เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดบรรลุผลสำเร็จได้ เพียงพนอเชื่อว่า รัฐบาลต้องขับเคลื่อนด้วย ‘เจตจำนงทางการเมือง’ ที่เข้มแข็งจากผู้นำ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่ควรมากำกับดูแลขบวนการนี้อย่างใกล้ชิดด้วยตนเอง ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะมีข้ออ้างว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการไปแล้ว แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง เหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา
คนที่รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง หรืออธิบดีจะเกรงใจ ก็คือนายกรัฐมนตรี ซึ่งถ้าทำสำเร็จ ก็จะเป็นเรื่องที่ทำให้ได้ชื่อว่า ท่านนายกฯ เป็นคนที่เปลี่ยนแปลงประเทศ
ทางแยกของประเทศที่รอไม่ได้
เพียงพนอทิ้งท้ายว่า ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเสียงสะท้อนในฐานะฝ่ายค้าน แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยให้ตระหนักถึงทางแยกของประเทศ ที่นอกจากจะเป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องใช้เวลาแล้ว ขณะนี้ประเทศไทยยังตามหลังอีกหลายประเทศอย่างมาก
ไม่ใช่แค่เราไม่ทันคนอื่น แต่ว่ามันจะเป็นปัญหาใหญ่มากๆ สำหรับประเทศ ตอนนี้ก็มีปัญหาแล้ว แต่อนาคตมันจะแย่กว่านี้อีก
โจทย์ใหญ่ของการรักษางบประมาณและปฏิรูประบบราชการในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การจัดสรรตัวเลขให้ลงตัวในหน้ากระดาษ แต่คือการผ่าตัดรักษามะเร็งร้าย เพื่อต่อลมหายใจและสร้างฐานรากที่แข็งแกร่งให้กับประเทศอย่างแท้จริง


