Prada Group รายงานผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2026 โดยมีรายได้รวม 3.05 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และหากคำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Constant Exchange Rate) รายได้เติบโต 16% สะท้อนการเติบโตที่แข็งแกร่งในตลาดอเมริกาและเอเชียแปซิฟิก แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกยังคงมีความไม่แน่นอน
ซึ่งหากไม่รวมผลจากการเข้าซื้อกิจการ Versace ซึ่งเสร็จสมบูรณ์เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา รายได้ของ Prada Group (Prada, Miu Miu, Church’s) เบ็ดเสร็จอยู่ที่การเติบโต 5% ขณะที่รายได้รวมในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 7%
โดยตัวเลขนี้ส่วนใหญ่มาจากยอดขายผ่านช่องทางร้านค้าปลีก (Retail Sales) ในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 2.63 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน หรือเติบโต 3% เมื่อไม่รวมผลจากการซื้อกิจการ โดยในไตรมาส 2 ยอดขายปลีกเพิ่มขึ้น 5% แม้จะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สำหรับแต่ละแบรนด์ Prada มียอดขายปลีกเพิ่มขึ้น 3.3% ในช่วงครึ่งปีแรก และเร่งตัวเป็น 6.3% ในไตรมาส 2 โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตในภูมิภาคอเมริกา ญี่ปุ่น และเอเชียแปซิฟิก
ด้าน Miu Miu ยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญฐานเปรียบเทียบที่สูงจากปีก่อน โดยยอดขายปลีกเพิ่มขึ้น 2.5% ในช่วงครึ่งปีแรก และ 2.6% ในไตรมาส 2 ได้แรงหนุนจากความต้องการของผู้บริโภคในสหรัฐฯ เอเชียแปซิฟิก และญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดยุโรปเริ่มฟื้นตัว
ส่วน Versace ซึ่งเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของ Prada Group ในปีนี้ มีรายได้ 350 ล้านยูโร โดยกลุ่มบริษัทระบุว่าจะมุ่งยกระดับคุณภาพของยอดขายและเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจค้าปลีก เพื่อวางรากฐานการเติบโตของแบรนด์ในระยะยาว รวมถึงการมาถึงของ Pieter Mulier ครีเอทีฟไดเรกเตอร์คนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานในวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา
เมื่อพิจารณาแยกตามภูมิภาค ตลาดอเมริกามีการเติบโตโดดเด่นที่สุด โดยรายได้เพิ่มขึ้น 30% สู่ 572 ล้านยูโร จากความต้องการภายในประเทศที่แข็งแกร่ง ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเติบโต 10% สู่ 922 ล้านยูโร โดยทั้ง Prada และ Miu Miu ยังคงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง
ตลาดยุโรปมีรายได้เพิ่มขึ้น 3% จากการฟื้นตัวของทั้งนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคในประเทศ ส่วนญี่ปุ่น แม้รายงานตัวเลขลดลง 7% จากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยน แต่เมื่อคำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ยังคงเติบโต 6% ขณะที่ตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาค ส่งผลให้ยอดขายลดลง 29%
อย่างไรก็ตาม แม้รายได้จะเติบโตต่อเนื่อง แต่กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted Operating Profit) ลดลง 14.3% เหลือ 530 ล้านยูโร ขณะที่กำไรสุทธิลดลง 15.2% เหลือ 327 ล้านยูโร ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการรวมผลประกอบการของ Versace ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อกิจการ และผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
ปัจจุบัน Prada Group มีแบรนด์แฟชั่นในเครือ ได้แก่ Prada, Miu Miu, Church’s, Car Shoe, Marchesi 1824 และ Versace ซึ่งเข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2025 นับเป็นการขยายอาณาจักรครั้งสำคัญของบริษัท และทำให้ Prada Group กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจลักชัวรีรายใหญ่ของอิตาลีที่มีแบรนด์ครอบคลุมทั้งแฟชั่น เครื่องหนัง รองเท้า และไลฟ์สไตล์ลักชัวรี
ภาพ: Winmetawin / Instagram


