×

ไต้หวันในสายตาทรัมป์: ‘สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์’ หรือ ‘ไพ่’ บนโต๊ะเจรจากับปักกิ่ง

29.07.2026
  • LOADING...
โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนอยู่หน้าธงชาติสหรัฐอเมริกาและธงชาติไต้หวัน

บทความนี้วิเคราะห์ความแตกต่างสำคัญในมุมมองของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อไต้หวัน เมื่อเทียบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่น ๆ โดยเน้นย้ำว่าทรัมป์แทบไม่เคยพูดถึงไต้หวันในเชิงอุดมการณ์ ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวทางนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต

 

หนึ่งในประโยคที่น่าสนใจที่สุดหลังการพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์และสีจิ้นผิงที่ปักกิ่งเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คือคำกล่าวของทรัมป์ในการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า

 

“ตอนนี้ผมเข้าใจเรื่องไต้หวันดีที่สุดแล้ว”

 

ทรัมป์เล่าว่า เขาใช้เวลาพูดคุยกับสีจิ้นผิงเกี่ยวกับไต้หวันตลอดทั้งค่ำ และหลังจากการสนทนาดังกล่าว เขาเชื่อว่าตนเองเข้าใจประเด็นนี้อย่างลึกซึ้งกว่าที่เคย

 

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงว่าทรัมป์เข้าใจอะไร แต่คือ “เขาเข้าใจเรื่องนี้ในแบบของทรัมป์” ต่างหาก

 

เพราะเมื่อพิจารณาจากคำให้สัมภาษณ์และท่าทีต่างๆ ของทรัมป์ จะเห็นว่าทรัมป์ไม่ได้มองไต้หวันผ่านกรอบอุดมการณ์แบบที่ชนชั้นนำทางนโยบายต่างประเทศของวอชิงตันจำนวนมากมักใช้ หากแต่มองผ่านเลนส์ของผลประโยชน์ การต่อรอง และดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจ

 

สิ่งแรกที่ทรัมป์เข้าใจคือ เส้นแดงของจีนคืออะไร หลังการหารือกับสีจิ้นผิง ดูเหมือนทรัมป์จะเข้าใจอย่างชัดเจนว่า สำหรับปักกิ่งแล้ว ไม่มีประเด็นใดสำคัญไปกว่าไต้หวัน สำหรับผู้นำจีน ไม่ว่าจะเป็นเหมาเจ๋อตง เติ้งเสี่ยวผิง เจียงเจ๋อหมิน หูจิ่นเทา หรือสีจิ้นผิง ต่างถือหลักการเดียวกันว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน และการประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการของไต้หวันถือเป็นเส้นแดงที่ห้ามก้าวข้าม

 

ในมุมมองของปักกิ่ง ความขัดแย้งทางการค้า ความขัดแย้งด้านเทคโนโลยี การคว่ำบาตร หรือแม้แต่สงครามภาษี ล้วนเป็นเรื่องที่สามารถเจรจาต่อรองได้ แต่เรื่องไต้หวันไม่ใช่ เพราะไต้หวันเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตย ความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของชาติจีน

 

ทรัมป์ยังเข้าใจเรื่องไต้หวันต่างจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่นๆ ความแตกต่างสำคัญระหว่างทรัมป์กับนักการเมืองอเมริกันจำนวนมาก คือทรัมป์แทบไม่เคยพูดถึงไต้หวันในเชิงอุดมการณ์เลย

 

เราไม่เคยเห็นทรัมป์อธิบายว่า สหรัฐฯ ต้องปกป้องไต้หวันเพราะเป็นประชาธิปไตย หรือชาวไต้หวันต้องเป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง หรือว่าศึกนี้คือการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ

 

ในสายตาของทรัมป์ ไต้หวันไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของสงครามคุณค่า (values) ระหว่างโลกเสรีกับโลกอำนาจนิยม แต่เป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” หรือ “ไพ่” ใบหนึ่งบนโต๊ะเจรจากับปักกิ่ง

 

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ตรงไปตรงมาบนเครื่องบินขากลับจากปักกิ่งว่า การอนุมัติหรือไม่อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวัน เป็นไพ่ที่ควรเก็บไว้ใช้ และเขายังไม่บอกหรอกว่าจะออกหัวหรือก้อย

 

ประโยคดังกล่าวสะท้อนวิธีคิดแบบนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากกว่านักอุดมการณ์ เพราะสำหรับทรัมป์ ทุกอย่างสามารถกลายเป็นเครื่องมือในการต่อรองได้

 

เอาเข้าจริงแล้ว ทรัมป์เข้าใจหลักการของสหรัฐฯ เกี่ยวกับประเด็นไต้หวันที่เรียกกันว่า “ยุทธศาสตร์แห่งความคลุมเครือ” (Strategic Ambiguity) ได้ดีทีเดียว และเขาใช้ประโยชน์จากการที่เขาเป็นคนคาดเดาได้ยากและพร้อมกลับไปกลับมาตลอด

 

“ยุทธศาสตร์แห่งความคลุมเครือ” เป็นนโยบายต่อเนื่องมาทุกรัฐบาลอเมริกัน กล่าวคือ สหรัฐฯ จะไม่บอกอย่างชัดเจนว่าจะส่งทหารเข้าไปปกป้องไต้หวันหรือไม่ หากจีนใช้กำลังทางทหาร

 

ความคลุมเครือนี้มีเป้าหมายสองด้านพร้อมกัน ด้านแรก คือเพื่อยับยั้งไต้หวันไม่ให้ประกาศเอกราช เพราะไทเปไม่สามารถมั่นใจได้ว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาช่วยอย่างแน่นอน แต่ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ก็ยับยั้งจีนไม่ให้ใช้กำลังเพื่อรวมชาติด้วยเช่นกัน เพราะปักกิ่งก็ไม่สามารถมั่นใจได้เหมือนกันว่าสหรัฐฯ จะไม่เข้ามาแทรกแซงทางการทหาร ความไม่แน่นอนจึงกลายเป็นกลไกสร้างเสถียรภาพตลอดมา

 

ทรัมป์ดูจะเข้าใจตรรกะนี้เป็นอย่างดี แถมยกระดับความคลุมเคลือนี้จากระดับนโยบายของสหรัฐฯ มาที่ตัวเขาเพียงผู้เดียว เขาบอกผู้สื่อข่าวว่า คนเพียงคนเดียวที่รู้ว่าสหรัฐฯ จะช่วยไต้หวันหรือไม่ หากจีนบุกไต้หวัน ก็คือตัวเขาเอง

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ สิ่งที่ปักกิ่งต้องการจากวอชิงตันมาโดยตลอด จีนต้องการให้สหรัฐฯ ประกาศอย่างชัดเจนว่า “ต่อต้าน” การประกาศเอกราชของไต้หวัน แต่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา วอชิงตันใช้ถ้อยคำที่ระมัดระวังกว่านั้น นั่นคือ “ไม่สนับสนุน” การประกาศเอกราชของไต้หวัน

 

แม้ดูคล้ายกัน แต่ในทางการทูตมีความแตกต่างอย่างมาก “ไม่สนับสนุน” หมายถึงไม่ส่งเสริม แต่ยังมองว่าเป็นทางเลือกของไทเปเองว่าจะเลือกอย่างไร แต่ “ต่อต้าน” หมายถึงพร้อมจะขัดขวางหากไทเปเลือกทางประกาศเอกราช

 

สิ่งที่ทรัมป์พูดครั้งนี้จึงถือว่ามีน้ำหนักมากขึ้นในระดับหนึ่ง เมื่อเขากล่าวว่า หากไต้หวันประกาศเอกราช เขาจะ “ไม่ happy” แน่นอนว่านี่ยังไม่ใช่คำว่า “ต่อต้าน” ตามที่ปักกิ่งต้องการ แต่ก็ไม่ใช่เพียงการกล่าวว่า “ไม่สนับสนุน” กล่าวอีกนัยหนึ่ง จีนอาจยังไม่ได้สิ่งที่ต้องการทั้งหมด แต่ก็ได้รับสัญญาณเชิงบวกบางส่วนจากทรัมป์

 

ทรัมป์ยังกล่าวยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า ในช่วงสามปีที่เหลือของรัฐบาลผม จะไม่มีสงครามไต้หวัน แต่เขาก็กล่าวต่อว่า เขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น

 

คำพูดดังกล่าวน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะหากตีความในเชิงยุทธศาสตร์ นี่อาจไม่ใช่เพียงการพูดถึงไต้หวันแต่เป็นการส่งสัญญาณถึงภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทรัมป์พยายามผลักดันให้กำลังการผลิตชิปขั้นสูงย้ายจากเอเชียกลับไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะรัฐแอริโซนา หากทุกคนเชื่อตามทรัมป์ว่าช่วงเวลาสามปีข้างหน้าจะเป็นช่วงปลอดภัยจากความขัดแย้งใหญ่ ก็เท่ากับเป็นหน้าต่างเวลาให้บริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตและสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ในอเมริกา ทรัมป์ถึงกับกล่าวว่า ภายในช่วงเวลาดังกล่าว อุตสาหกรรมชิปส่วนใหญ่จะไหลกลับเข้าสหรัฐฯ

 

หากมองจากมุมนี้ คำพูดเรื่อง “สามปีแห่งสันติภาพ” จึงอาจมีความหมายต่อการปรับตัวของซัพพลายเชนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไม่แพ้ความหมายทางการทหารเลยครับ

 

ภาพ: tunasalmon via ShutterStock, REUTERS / Evan Vucci

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising