วันนี้ (25 กรกฎาคม) จากกรณีคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำโดยกองกิจการอำนวยความยุติธรรม และมีอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดให้กำกับการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกันดำเนินการสอบสวนในคดีพิเศษที่ 9/2567 หรือกรณี ปัญญา คงแสนคำ หรือ ‘ลุงเปี๊ยก’ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ นำตัวไปดำเนินคดีอาญาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อบังคับให้รับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือฆ่าป้าบัวผัน โดยในระหว่างการควบคุมตัว ลุงเปี๊ยกต้องเผชิญกับการกระทำที่เข้าข่ายทรมาน ทั้งการใช้ถุงดำคลุมศีรษะ และการเปิดเครื่องปรับอากาศปรับอุณหภูมิให้หนาวเย็นจัด เพื่อบีบบังคับให้ยอมจำนนต่อข้อกล่าวหา
ต่อมา 9 พฤษภาคม 2567 นายตำรวจชุดสืบสวน สภ.อรัญประเทศ รวม 8 นาย ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ โดยเปิดโอกาสให้ยื่นพยานหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามขั้นตอน ต่อมา DSI ได้สรุปสำนวนมีความเห็นสั่งฟ้องตำรวจทั้ง 8 นาย ส่งต่อไปยังพนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา พนักงานอัยการฯ มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องในส่วนของ ผู้กำกับการ สภ.อรัญประเทศ ซึ่งทางอธิบดี DSI ได้พิจารณาแล้วเห็นพ้องด้วย ส่งผลให้ในชั้นนี้คงเหลือผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีรวม 7 ราย ประกอบด้วย
- ร.ต.อ. พงศภัค พลแสน รอง สว.สส.สภ.อรัญประเทศ
- พ.ต.ท. พิชิต วัฒโน รอง ผกก.สส.สภ.อรัญประเทศ
- พ.ต.ท. นิติธร พิมพ์คำ สว.สส.สภ.อรัญประเทศ
- ร.ต.อ. พชร บุญอินราทากูร รอง สว.สส.สภ.อรัญประเทศ
- ด.ต. ภิเศก พวงมาลีประดับ หรือ ‘ดาบเศก’ ผบ.หมู่ สส.สภ.อรัญประเทศ
- จ.ส.ต. ทวีศักดิ์ พูนสะสมทรัพย์ ผบ.หมู่ สส.สภ.อรัญประเทศ
- ส.ต.อ. ชัยศิริ สุรโฆษิต ผบ.หมู่ สส.สภ.อรัญประเทศ
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 2 ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ส่งฟ้องต่อ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 จังหวัดระยอง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ปท 2/2569 โดยยื่นฟ้องกราวรูดในหลายฐานความผิดหนัก ดังนี้
- ประมวลกฎหมายอาญา: ฐานร่วมกันกระทำความผิด (มาตรา 83), กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน (มาตรา 91), เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157), ข่มขืนใจผู้อื่น (มาตรา 309) และหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย (มาตรา 310)
- พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561: มาตรา 172 ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริต ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ.อุ้มหายฯ): มาตรา 3 (บทนิยาม), มาตรา 6 ประกอบมาตรา 36 ฐานกระทำการทรมาน โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมาตรา 7 ประกอบมาตรา 37 ฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย โดยมีบทลงโทษร้ายแรง และจะเพิ่มอัตราโทษสูงขึ้นหากการกระทำนั้นส่งผลให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย
ภายหลังพนักงานอัยการยื่นฟ้อง จำเลยทั้ง 7 รายได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งหมด ส่งผลให้จำเลยได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว และศาลได้นัดสอบคำให้การจำเลยทั้งหมดอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ต่อไป


