จากรายงานปริศนาถือหุ้น TRUE เกิน 7% สู่บทสรุปทางกฎหมาย ก.ล.ต. ยืนยันรายงานของ นางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ไม่มีธุรกรรมจริง ชี้นำส่งเอกสารเท็จรวม 11 ฉบับ เข้าข่ายส่งเอกสารเท็จตามมาตรา 302/1 พร้อมส่งไม้ต่อกระบวนการอาญาให้ บก.ปอศ.
ประเด็นสำคัญ
หลังจากปมรายงานการได้มาซึ่งหุ้นในชื่อบุคคลธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อตลาดทุนไทยมาตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เดินหน้าสู่บทสรุปทางกฎหมาย ด้วยการ กล่าวโทษ นางสาวสุภาพร พิมพงษ์ ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.)
ความผิดที่ถูกกล่าวโทษคือ การนำส่งรายงานการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของกรรมการ ผู้บริหาร ผู้สอบบัญชี ผู้ทำแผน และผู้บริหารแผน (แบบ 59) และรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งเป็นการนำส่งเอกสารที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จ เข้าข่ายฝ่าฝืนและต้องระวางโทษตาม มาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
รายงานเท็จ 11 ฉบับ ทั้งที่ไม่เคยถือหุ้นจริง
จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่า นางสาวสุภาพรได้นำส่งเอกสารเท็จรวม 11 ฉบับ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
แบบ 59 รวม 4 ฉบับ ครอบคลุมหุ้นบริษัทจดทะเบียน 4 แห่ง นำส่งระหว่างวันที่ 27–28 มิถุนายน 2569 และ แบบ 246-2 รวม 7 ฉบับ ครอบคลุมหลักทรัพย์บริษัทจดทะเบียน 6 แห่ง นำส่งระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน ถึง 2 กรกฎาคม 2569
ก.ล.ต. ระบุชัดว่า นางสาวสุภาพร ไม่ได้มีการถือหลักทรัพย์ หรือมีการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ ของบริษัทจดทะเบียนตามที่แสดงในแบบ 59 และแบบ 246-2 แต่อย่างใด กล่าวคือ ทั้ง 11 รายการเป็นการรายงานธุรกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ก.ล.ต. ยืนยัน ‘ทำตามลำดับขั้น’ เดินหน้าตาม Due Process
เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. ระบุว่า การดำเนินการของ ก.ล.ต. เป็นไปตามลำดับขั้น และให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เผยแพร่เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยแจ้งสถานะในแบบ 246-2 ให้ทราบทันทีที่พบความผิดปกติ ควบคู่กับการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุมก่อนนำข้อมูลออกจากระบบ
จากนั้นในวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. ได้ดำเนินการร่วมกับ บก.ปอศ. ในการยืนยันตัวตนและเชิญผู้รายงานมาให้ถ้อยคำ ตามกระบวนการให้สิทธิในการชี้แจงที่ต้องเป็นไปตามหลักการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม (Due Process of Law) พร้อมทั้งรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการเพิ่มเติม เพื่อนำมาศึกษาร่วมกับผู้เกี่ยวข้องในการป้องกันและป้องปรามเหตุการณ์ลักษณะนี้ต่อไป
ก.ล.ต. ระบุว่า ภายหลังการกล่าวโทษ กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาลำดับต่อไปจะเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรมตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่
ไทม์ไลน์การจัดการของ ก.ล.ต. ‘เตือนก่อน ถอดออกทีหลัง’
ก.ล.ต. ชี้แจงว่าที่ผ่านมาได้ตรวจสอบการรายงานข้อมูลในแบบ 59 และแบบ 246-2 กรณีนี้อย่างใกล้ชิด และดำเนินการทันทีที่พบความผิดปกติ ตามลำดับขั้นดังนี้
เริ่มจากการนำข้อมูลในแบบ 59 ออกจากระบบ เมื่อตรวจพบว่านางสาวสุภาพรไม่ได้เป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงาน จากนั้นในวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ได้ระบุสถานะในแบบ 246-2 เป็น ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ เพื่อแจ้งเตือนผู้ลงทุน
ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. เปลี่ยนสถานะเป็นอยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง ควบคู่กับการเร่งตรวจสอบเชิงลึก เนื่องจากข้อมูลมีความไม่สอดคล้อง และเมื่อตรวจพบความไม่ถูกต้องประกอบกับได้รับการยืนยันจากผู้เกี่ยวข้อง จึงได้นำข้อมูลออกจากระบบเผยแพร่ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569

