เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ยอดขายรวมทั่วโลก 511,900 คัน โดยเซกเมนต์ที่เติบโตเด่นสุดคือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% โต 50% สร้างยอดขายกว่า 52,900 คัน หรือคิดเป็น 13% ของยอดขายรวมในกลุ่ม Passenger Cars
ส่วนประเทศไทย ช่วงครึ่งปีแรกปี 2569 มียอดจดทะเบียนสะสม 3,557 คัน และยอดขายรวม 2,845 คัน ลดลง 6.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อนบริษัทเคยจัดโปรโมชันพิเศษเพื่อระบายสต็อกรุ่น CLS ที่ขายไปได้ประมาณ 700-720 คัน
รุ่นที่ยังเติบโตโดดเด่นเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% โตสูงถึง 130% โดยส่วนใหญ่เป็นการขาย The all-new electric CLA ที่ทำยอดกว่า 300 คันในเวลา 2 เดือน และมียอดจองสะสมกว่า 1,350 คัน
ขณะนี้กำลังการผลิตของรุ่นดังกล่าวอยู่ที่ 100-200 คันต่อเดือน ผ่านโรงงานผลิตและประกอบของกลุ่มธนบุรี ซึ่งร่วมมือกับบริษัท เพาเวอร์ เทค เอ็นเนอยี โซลูชั่น จำกัด ในการจัดหาแบตเตอรี่แรงดันสูงให้กับรถไฟฟ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์โดยเฉพาะ
นอกจากนี้ในกลุ่ม Top-End Vehicle แบรนด์ Mercedes‑Maybach เติบโต 83% ขณะที่ G‑Class โต 100% กลุ่มปลั๊กอินไฮบริดมีอัตราเติบโตรวม 34% ส่วนรถแวน สองรุ่นเด่นคือ Sprinter โต 83% และ V‑Class โต 14%
เรียกได้ว่าผลการเติบโตในแต่ละเซกเมนต์สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์ ทำให้เมอร์เซเดส‑เบนซ์ยังครองตำแหน่งผู้ขายอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์พรีเมียมในหลายประเทศอาเซียน ทั้งมาเลเซีย, สิงคโปร์, เวียดนาม และไทย
คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เมอร์เซเดส‑เบนซ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรกทั้งระดับโลกและในประเทศไทยสะท้อนว่าแบรนด์ยังสามารถสร้างการเติบโตได้แม้เผชิญความท้าทายระดับโลก
สำหรับทิศทางในครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมกระตุ้นตลาดรถยนต์ไทยด้วยการเปิดตัวรุ่นใหม่ทั้งในเซกเมนต์รถไฟฟ้า 100% และ Top‑End Vehicle หลายรุ่น พร้อมเปิดตัวแคมเปญ FLEX Mobility Campaign ซึ่งนำเสนอทางเลือกด้านการเงินและบริการหลังการขายที่ยืดหยุ่นขึ้น
คริสเตียนย้ำว่า โปรแกรม Flex ไม่ได้มาเพื่อแทนการลดราคาแบบเดิม แต่เป็นการรวมส่วนลดและสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้ามีเงินดาวน์และค่างวดรายเดือนที่ต่ำลง โดยแพ็กเกจนี้จะช่วยลูกค้าประหยัดได้สูงสุดกว่า 400,000 บาทตลอดสัญญา และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป เช่น จากโสดขับคูเป้ ต่อมามีครอบครัวอาจเปลี่ยนเป็น SUV หรือรถที่ใหญ่ขึ้น
กลยุทธ์นี้ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วง Low Season ของไตรมาส 3 และหากผู้บริโภคไทยตอบรับดี โปรแกรม Flex อาจมีสัดส่วนมากถึง 25% ของยอดขายรวมในอนาคต
ภาพ: ยอดขายรถไฟฟ้า

