สหรัฐฯ ประกาศเตรียมเก็บภาษีมาตรา 301 กับ 60 ประเทศ ในอัตรา 10-12.5% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม เพื่อตอบโต้ประเทศที่ล้มเหลวในการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการใช้แรงงานบังคับ ด้านไทยถูกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งบางรายในภูมิภาค กระทรวงพาณิชย์เผย มีสินค้าไทยถูกยกเว้นมูลค่าราว 50% ดร.พิพัฒน์มอง มาตรการภาษีล่าสุดกระทบไทยไม่มาก แต่ผลกระทบจาก 301 เรื่องการผลิตส่วนเกินจ่อหนักกว่า
ประเด็นสำคัญ
- เกิดอะไรขึ้น: สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษี 60 ประเทศ ตามมาตรา 301 ประเด็นแรงงานบังคับ
- 60 ประเทศโดนอัตราภาษีเท่าไหร่กันบ้าง? หลังไทยโดนภาษี 12.5%
- ไทยได้รับอัตราภาษีสูงกว่าเพื่อน ส่งผลกระทบมากแค่ไหน
- สินค้ากลุ่มใด ได้รับผลกระทบ vs. ได้รับการยกเว้น
- จับตา! มาตรา 301 ประเด็น ‘กำลังการผลิตส่วนเกิน’ อาจกระทบไทยหนัก
- ดร.พิพัฒน์ แนะทางรอดไทย ต้องเปิดเสรีการค้าอย่างมียุทธศาสตร์
เกิดอะไรขึ้น: สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษี 60 ประเทศ ตามมาตรา 301 ประเด็นแรงงานบังคับ
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (23 กรกฎาคม) ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ สหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรต่อประเทศคู่ค้าหลายครอบคลุม 60 ประเทศ ในอัตราตั้งแต่ 10% ถึง 12.5% ผ่านการใช้มาตรา 301 แห่งกฎหมายว่าด้วยการค้าปี 1974 โดยอ้างว่าประเทศเหล่านี้ล้มเหลวในการกำหนดหรือบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน (Forced Labor) ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อการค้าสหรัฐฯ โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับในวันศุกร์นี้ (24 กรกฎาคม)
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการบังคับใช้มาตรการ 122 ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษี 10% กับคู่ค้าทั่วโลก หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่าการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตจะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ นับเป็นการสะท้อนว่า ทางการสหรัฐฯ ยังคงเร่งเดินหน้านโยบายการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังจากที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมายก่อนหน้านี้
โดยนอกจากประเด็นแรงงานบังคับ สหรัฐฯ ยังกำลังสอบสวน ‘คู่ขนาน’ เกี่ยวกับประเด็นการผลิตส่วนเกิน (Excess Manufacturing Capacity) กับอีก 16 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทย ซึ่งปัจจุบัน ยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา และอาจนำไปสู่การกำหนดมาตรการทางภาษีเพิ่มเติมในอนาคต
60 ประเทศโดนอัตราภาษีเท่าไหร่กันบ้าง? หลังไทยโดนภาษี 12.5%
- ประเทศที่โดนอัตรา 10%: คือระบบเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้การสืบสวน แต่ได้มีการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับบางส่วน และได้ให้คำมั่นที่จะกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามดังกล่าวผ่านความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade) หรือได้กำหนดมาตรการบางส่วนซึ่งมีผลบังคับในการป้องกันการนำเข้าสินค้าบางประเภทที่ใช้แรงงานบังคับ ได้แก่ อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา แคนาดา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน ศรีลังกา ตรินิแดดและโตเบโก และสหราชอาณาจักร
- ประเทศที่โดนอัตรา 10% หรือ 12.5%: สุทธิจากอัตราภาษีศุลกากรสำหรับชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favored-Nation: MFN) สำหรับสินค้า ‘บางประเภท’ ได้แก่ สหภาพยุโรป ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์
- ประเทศที่เหลือจะถูกเก็บภาษีในอัตรา 12.5%: โดยไทยอยู่ในกลุ่มนี้ ร่วมกับ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และจีน เป็นต้น
ไทยได้รับอัตราภาษีสูงกว่าเพื่อน ส่งผลกระทบมากแค่ไหน
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุผ่าน Facebook โดยมองว่า ภาษีแรงงานบังคับ ไทยโดน 12.5% ถือว่า เจ็บไม่มาก เนื่องจาก ไทยโดนสูงกว่าคู่แข่งเพื่อนบ้านอยู่เล็กน้อยเท่านั้น เพิ่มขึ้น 2.5% และที่สำคัญคือสินค้าส่งออกหลักของไทยยังอยู่ในรายการยกเว้น (Exemptions) ค่อนข้างเยอะ ปัจจุบันสินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐกว่า 50% ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเพิ่ม เช่น HDD, คอมพิวเตอร์, วงจรรวม IC, เคมีภัณฑ์ ยังคงได้รับการยกเว้นต่อเนื่อง แถมสหรัฐฯ ยังเพิ่มรายการยกเว้นให้อีก 400 กว่ารายการ รวมไปถึงสินค้าเกษตรหลายชนิด เช่น ยาง แป้งมัน น้ำตาล
“ถ้าเจาะดูไส้ในจริงๆ สำหรับไทยแล้ว อาจบอกได้ว่า “นี่ยังไม่ใช่ข่าวร้ายขนาดนั้น ผมมองว่าสหรัฐต้องการใช้ 301 ไม้แรกนี้เป็นฐานรายได้จากภาษีสินค้านำเข้าแทนภาษีที่โดนศาลตีตกไป เลยเก็บเกือบทุกประเทศเท่าๆกัน และมีข้อยกเว้นค่อนข้างกว้างกับสินค้าที่จำเป็นกับสหรัฐ” ดร.พิพัฒน์กล่าว
สินค้ากลุ่มใด ได้รับผลกระทบ vs. ได้รับการยกเว้น
สอดคล้องกับ นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ประเมินผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทย หลังจากสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีใหม่ต่อไทยว่า ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นในอัตรา 12.5%+MFN ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียน มีเพียงคู่แข่งอย่าง มาเลเซียและอินโดนีเซียเท่านั้น ที่เผชิญอัตราภาษีที่ต่ำกว่าคือ 10% +MFN สะท้อนว่า “ไทยเสียเปรียบเพื่อนบ้านไม่เยอะ”
สำหรับกลุ่มสินค้าที่จ่อได้รับผลกระทบ นันทพงษ์ตอบว่า กลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ที่อยู่ใน Annex ประกอบด้วยสินค้ามากกว่า 1,600 รายการ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 50% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ
โดยสินค้าบางส่วนที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่ กลุ่มวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากความต้องการด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ โดยไทยถือเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม สินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภทที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับอิเล็กทรอนิกส์
สำหรับผลต่อการส่งออกในระยะถัดไป นันทพงษ์มองว่า อาจชะลอตัวลง เพราะผู้นำเข้าในสหรัฐฯ ทราบถึงเพดานภาษีใหม่แล้ว จึงจะเลิกเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าและหันมาปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรการแทน นอกจากนี้ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังไม่คลี่คลาย จะยังคงกดดันภาพรวมการค้าโลกต่อไป
สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการสืบสวนมาตรา 301 เรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) นันทพงษ์ ยืนยันว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมข้อมูลชี้แจงอย่างเต็มที่ โดยชี้แจงว่า ไทยไม่ได้อยู่ในภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน และไม่มีนโยบายอุดหนุนที่บิดเบือนกลไกตลาดแต่อย่างใด ส่วนจะถูกเก็บภาษีเท่าใดนั้น ต้องรอดูความคืบหน้าของการเจรจาในอนาคต
จับตา! มาตรา 301 ประเด็น ‘กำลังการผลิตส่วนเกิน’ อาจกระทบไทยหนัก
ขณะที่ ดร.พิพัฒน์กล่าวต่อว่า ในระยะต่อไป สิ่งที่ต้องจับตาดูจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) คือการสอบสวนตามมาตรา 301 เรื่อง กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ที่ USTR พุ่งเป้าสอบสวน 16 เขตเศรษฐกิจหลัก (รวมถึง จีน, EU, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, เวียดนาม, มาเลเซีย และ ไทย) ตั้งแต่ยานยนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก ไปจนถึงแผงโซลาร์
โดยสาเหตุที่ มาตรา 301 ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน มีความน่ากังวลกว่า มาจากภาษีจากมาตรการดังกล่าวจะเป็นตัวตัดสินว่า “ภาษีสุทธิที่แต่ละประเทศต้องจ่ายจริงคือเท่าไร” เนื่องจาก “โจทย์ของไทยไม่ใช่แค่ว่าเราจะโดนกี่ %… แต่คือเราจะโดนแพงกว่าคู่แข่ง หรือเปล่า? เพราะถ้าเราโดนเยอะกว่าคนอื่นเยอะๆ อาจจะกระทบคำสั่งซื้อและการลงทุนใหม่ๆ มีโอกาสย้ายฐานกันอีกรอบ และกระทบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ” ดร.พิพัฒน์กล่าว
ดร.พิพัฒน์ แนะทางรอดไทย ต้องเปิดเสรีการค้าอย่างมียุทธศาสตร์
ดร.พิพัฒน์ ยังมองว่า สหรัฐฯ กำลังใช้ภาษีมาตรา 301 เป็นแส้บีบให้ประเทศต่างๆ ยอมเปิดการค้าหรือปรับกฎหมายตามเกมของเขา ที่สุดแล้ว ไทยอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้อง ‘เปิดประตูตลาดบางบาน’ เพื่อรักษาตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด และรักษาจุดแข็งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศไว้ ดังนั้น การเปิดเสรีอาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าเราเตรียมความพร้อม พร้อมแนะแนวทางดังนี้
- เลือกเปิดนำเข้าวัตถุดิบหรือเทคโนโลยีที่เราผลิตไม่ได้: ยอมลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร หรือเทคโนโลยีขั้นสูงจากสหรัฐฯ เพื่อ ลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจไทย เพิ่ม Productivity และสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องใหม่ๆ และเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจและแรงงานที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาด
- เร่งกวาดบ้านเรื่องการออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าโดยใช้แรงงานบังคับ: ดึงอัตราภาษีไม้แรกจาก 12.5% ลงมาเหลือ 10% เท่าคู่แข่ง
- พิสูจน์ Rule of Origin ให้ชัด: แสดงให้เห็นว่าสินค้าไทยมี Value Added จริง ไม่ใช่แค่การเอาสินค้ามา ‘สวมสิทธิ’ (Transshipment) เพื่อหลบภาษี
อ้างอิง:

