หลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษ Bitkub ผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ของไทย พร้อมอดีตกรรมการอีก 2 ราย ต่อ บก.ปอศ. ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อหน่วยงานกำกับดูแล หลังตรวจสอบพบว่าบริษัทไม่ได้รายงานผลกระทบจากเหตุโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าราว 1,700 ล้านบาท เมื่อปี 2564 ด้าน Bitkub ยืนยันว่าทรัพย์สินของลูกค้าปลอดภัยครบถ้วน และชี้แจงว่าการตัดสินใจไม่เปิดเผยข้อมูลในเวลานั้นมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการแห่ถอนสินทรัพย์
ล่าสุด สกลกรย์ สระกวี หรือ ต้น อดีตกรรมการ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub Exchange) ได้แถลงการณ์ผ่านคลิป เพื่อชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างละเอียดครบถ้วนทุกประเด็น
สกลกรย์ ได้ออกมาเปิดใจ ระบุ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 โดยยอมรับว่าในเวลานั้นศูนย์ซื้อขายถูกโจรไซเบอร์แฮกเหรียญไปจริงๆ แม้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของบริษัทจะดีและเป็นไปตามมาตรฐานที่แจ้งต่อ ก.ล.ต. ก็ตาม ซึ่งนับจากวันนั้นกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท (Co-founder) ทุกคนได้ตัดสินใจใช้เงินส่วนตัวเพื่อซื้อเหรียญคืนให้กับลูกค้าครบถ้วนทั้งหมดตั้งแต่ในปี 2564 แล้ว
“เหตุการณ์ ณ เวลานั้น จริงๆ ก็คือ Bitkub Exchange ถูกแฮกเหรียญจริงๆ ครับ มันเป็นการถูกแฮกเหรียญโดยโจรไซเบอร์ เป็นเรื่องที่เกิดเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แล้ว Co-founder ทุกคนตัดสินใจใช้เงินส่วนตัวในการซื้อเหรียญฯ นำมาคืนลูกค้าครบทั้งหมดแล้วตั้งแต่ในปีนั้นเลย”
สกลกรย์ อธิบายว่า ทางเลือกที่ง่ายที่สุดในวันนั้นคือการเปิดเผยข้อมูลให้ทุกคนทราบทันที เพราะบริษัทและผู้ร่วมก่อตั้งไม่ได้ทำผิดและไม่ต้องรับความเสี่ยงใดๆ จากการกระทำของตนเอง แต่ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจสูงสุด เขาเป็นคนตัดสินใจปกปิดเหตุการณ์นี้จากทั้ง ก.ล.ต. และสาธารณชน เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบอย่างรุนแรงที่จะตามมาทันที หากเปิดเผยความจริง ลูกค้าที่ถูกขโมยเหรียญจะตื่นตระหนกและเกิดการแห่ถอนหรือเทขายเหรียญจนทำให้ราคาดิ่งลงอย่างหนัก
สมมติจากราคา 1 ล้านบาท อาจลดลงเหลือเพียง 200,000 บาท ซึ่งความโกลาหลนี้เรียกว่าวิกฤต Bank Run หากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ลูกค้านับแสนคนจะได้รับความเสียหาย พนักงานหลายร้อยชีวิตต้องตกงาน ท้ายที่สุดจะมีแต่ผู้สูญเสีย และจะไม่มี Bitkub Exchange อยู่ในวันนี้ การยื้อเวลาจึงเป็นทางเลือกที่ยากกว่าที่เขาต้องทำเพื่อหาทางช่วยลูกค้าและปกป้องทุกคนจากความเสียหาย
“ถ้าหากว่ามันเกิดเหตุการณ์ว่าเราเปิดเผยข้อมูลแล้วเนี่ย มันจะเกิดเหตุการณ์วิกฤตทันที มันจะเกิดเหตุการณ์สูญเสียแผ่ขยายเป็นมุมกว้าง ลูกค้าหลายแสนคนจะเสียหาย พนักงานหลายร้อยคนจะตกงาน และท้ายที่สุดจะมีแต่ผู้สูญเสียครับ และวันนี้จะไม่มี Bitkub Exchange ครับ”
สกลกรย์เปิดเผยเบื้องหลังว่า ตนเองเป็นคนเดียวที่เข้าไปแก้ไขแบบรายงานสรุปข้อมูล (NCR) หรือแบบ ดจ. 1 โดยไม่ให้ใครรู้ ทั้งนี้ กรรมการคนอื่น ผู้บริหาร และพนักงาน ไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ ทั้งสิ้นกับการกระทำของเขา เขาต้องแบกรับความลับที่หนักอึ้งนี้เพียงลำพังมาตลอด 4 ปี โดยมีความสุขของการที่เห็นคนนับแสนไม่ต้องสูญเสียเงินแม้แต่บาทเดียวเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจ
“ผมยอมรับว่าผมไม่ได้ปฏิเสธความผิดครับ แต่ในเวลานั้นเนี่ยผมคิดแค่เรื่องเดียวครับว่า ผมจะปกป้องลูกค้าและน้องๆ พนักงานหลายร้อยคนนี้ยังไง ผมอาจจะกระทำผิดในเรื่องการปิดบังเรื่องนี้ แต่สิ่งนึงที่ผมคิดว่าผมไม่ได้ผิดคือ การปกป้องและรับผิดชอบต่อลูกค้า ไม่ว่าด้วยจะต้องแลกอะไรด้วยก็ตามครับ”
โดยสกลกรย์กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ตนเองได้ทำผิด ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ เป็นกรรมการสูงสุด ซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจปกปิดข้อมูลของเหตุการณ์นี้ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. และสาธารณะชน
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจดังกล่าว พร้อมได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการของทั้ง Bitkub Exchange และ Bitkub Capital Group Holdings เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งยินดีให้ความร่วมมือกับ ก.ล.ต. และหน่วยงานต่างๆ อย่างเต็มที่เพื่อทำให้องค์กรดีขึ้นและเพื่อหาตัวโจรไซเบอร์มาลงโทษตามกฎหมายให้สาสมกับความผิด
นอกจากนี้ เขายังมองว่าการตัดสินใจของตนเองมีส่วนช่วยปกป้องอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยไปในตัว เพราะหากมีข่าวการแฮกเกิดขึ้นในเวลานั้น การพัฒนาของวงการอาจต้องล่าช้าไปอีกเป็น 10 ปี
ในปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้เข้ามาตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าไปเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 และแจ้งแล้วว่ามีความปลอดภัยและครบถ้วน โดยไม่มีลูกค้าคนใดเสียหายเลยแม้แต่สตางค์เดียว ทาง Bitkub Exchange ได้พัฒนาระบบความปลอดภัยอย่างก้าวกระโดดด้วยเงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระหลายครั้ง มีระบบตรวจสอบภายในที่รัดกุม และที่สำคัญที่สุดคือได้ย้ายเงินของลูกค้าไปเก็บไว้กับผู้ดูแลสินทรัพย์ (Custodian) ระดับโลกอย่าง Coinbase ซึ่งดูแลสินทรัพย์มูลค่าหลายหมื่นหรือหลายแสนล้านบาท
ในช่วงท้าย สกลกรย์ได้กล่าวขอโทษที่ปิดบังความจริงและทำให้ทุกคนผิดหวัง แต่ยืนยันว่าเมื่อย้อนกลับไปตนเองไม่มีทางเลือกอื่น และได้ทำสิ่งที่จำเป็นที่สุดเพื่อคำนึงถึงผู้อื่นก่อนตัวเอง เขาขอให้ทุกคนคลายความกังวลและยังคงเชื่อมั่นใน Bitkub Exchange ต่อไป ไม่ใช่เพื่อตัวเขาเอง แต่เพื่อพนักงานกว่า 700 ชีวิตที่ทำงานหนัก และเพื่อบริษัทของคนไทยที่ช่วยกันสร้างมาเพื่ออนาคตของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทยโดยไม่ได้ตกเป็นของต่างชาติ พร้อมย้ำว่า Bitkub Exchange จะไม่หยุดพัฒนาและปรับปรุงเพื่ออยู่เคียงข้างคนไทยตลอดไป
อ้างอิง:

