ธอส. ชี้ภาคอสังหาฯ ไทยยังไม่มีแนวโน้มเกิดภาวะฟองสบู่ ตั้งเป้าดันสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัย 20% ต่อ GDP เทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้ว พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังธุรกรรมต้องสงสัย-ปล่อยกู้เฉพาะบุคคล เผยผลการดำเนินงาน 2569 ครึ่งปีแรก อัตราการผิดนัดชำระหนี้ในปีแรก ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ประเด็นสำคัญ
ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. ตั้งเป้าดันภาคอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่าปัจจุบัน ภาคอสังหาฯ คิดเป็นสัดส่วนราว 12% ต่อ GDP ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ มีสัดส่วนราว 22% ต่อ GDP สะท้อนว่า ประเทศไทยยังมีพื้นที่ว่างในการเติบโต (Room for Growth)
เปิดแผนครึ่งหลังของปี 2569
สำหรับการดำเนินงานช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ธอส. ได้นำเทคโนโลยี Digital, AI และ Data ด้านที่อยู่อาศัยที่มีอยู่ ทั้งจากของธนาคารและศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ มาวิเคราะห์เพื่อยกระดับการให้บริการเชิงรุกในทุกมิติ อาทิ
- สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยจัดทำสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (Green Loan & ESG) อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ได้แก่ สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข สินเชื่อบ้านเบอร์ 5 และสินเชื่อ Solar Roof โดยช่วงครึ่งปีแรก ธอส. ปล่อยสินเชื่อ Green Loan ไปแล้วกว่า 8,535.10 ล้านบาท คิดเป็น 40.65% ของเป้าหมาย ปี 2569
- ปรับกลยุทธ์จาก One Size Fits All ไปสู่ Hyper-Personalization เข้าใจลูกค้า โดยใช้ Data มาวิเคราะห์ลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย และทุกอาชีพแต่ละรายเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด ถือเป็นการขยายโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อ (Financial Inclusion) โดยเฉพาะผู้ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ และกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ (Self-employed) อีกทั้งนำ Credit Scoring มาใช้ในการพิจารณาสินเชื่อ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น
ขณะเดียวกันยังมีการพัฒนา AI Credit Assessment และการใช้ Alternative Data วิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยง ช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างทันท่วงที ลดโอกาสเกิด NPL และช่วยให้ลูกค้ารักษาบ้านของตนเองไว้ได้ต่อไป
ยกระดับการเฝ้าระวังธุรกรรมต้องสงสัย
นอกจากนี้ ธอส. ยังพัฒนาโครงการยกระดับการเฝ้าระวังและตรวจจับรายการธุรกรรมต้องสงสัยแบบ Near Real Time ตรวจสอบความผิดปกติของการเดินบัญชีเงินฝากของลูกค้า เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดจากภัยทุจริตทางการเงิน
โดยปัจจุบัน ธอส. ได้ขยายระบบการตรวจจับการทุจริต (Fraud Detection System) Phase 2 ที่เป็นการนำเทคโนโลยี Machine Learning มาช่วยวิเคราะห์และตรวจจับพฤติกรรมธุรกรรมที่อาจมีความผิดปกติ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงด้านการทุจริตทางการเงิน พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานการดูแลความปลอดภัยของข้อมูลและธุรกรรมของลูกค้า
เผยผลการดำเนินงานช่วงครึ่งแรกของปี
ดร.มหัทธนะ เผยผลการดำเนินงานของธนาคารในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 123,149.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.85% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ครอบคลุมลูกค้า 114,184 บัญชี คิดเป็น 49.90% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ 246,795 ล้านบาท
โดยจำนวนนี้เป็นสินเชื่อปล่อยใหม่ให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง วงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท จำนวน 58,685 ราย เพิ่มขึ้น 7.39%
ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan – NPL) มีจำนวน 106,923.72 ล้านบาท คิดเป็น 5.54% ของยอดสินเชื่อรวม ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
ส่วนสินทรัพย์รอการขาย (Non-Performing Asset – NPA) ซึ่งธนาคารถือครองอยู่กว่า 3,000 รายการ ธนาคารตั้งเป้าขายให้ได้ 4,500 ล้านบาท ปัจจุบันขายได้ 3,600 ล้านบาท
ส่งผลให้การดำเนินงานเมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2568 มีสินเชื่อคงค้าง (Outstanding Balance) รวมทั้งสิ้น 1,931,518.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.14% มีสินทรัพย์รวม 2,097,905.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.41% เงินฝากรวม 1,850,385.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.10% ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเป็นจำนวนสูงถึง 161,193.05 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อ NPL ที่ระดับ 150.76% และอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 15.47% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดที่ 8.50%
รีไฟแนนซ์พุ่ง ทำหนี้คงค้างโตต่ำกว่าสินเชื่อปล่อยใหม่
ดร.มหัทธนะชี้ว่า ลูกค้าของธนาคาร มีการรีไฟแนนซ์บ้าน (Home Refinance) เพิ่มขึ้นสืบเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2568 จากระดับปกติที่ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน พุ่งเป็น 3,000 ล้านบาทต่อเดือน เป็นเหตุให้ยอดสินเชื่อคงค้างมีการเติบโตต่ำกว่าสินเชื่อปล่อยใหม่
ขณะเดียวกัน ธอส. ยังจัดทำมาตรการช่วยเหลือด้านรายได้มาอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยลูกค้าประนอมหนี้กลับมามีสถานะปกติและปิดบัญชี ได้กว่า 1,014,357 บัญชี หรือคิดเป็น 80.68% ของลูกค้าที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือทั้งหมด
ที่สำคัญ อัตราการผิดนัดชำระหนี้ในปีแรก (First Year Default Rate) ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการใช้ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์คอยส่งข้อมูลช่วยเตือนความเสี่ยงของลูกหนี้
ยันไม่เกิดฟองสบู่อสังหาฯ
นอกจากนี้ ดร.มหัทธนะ ยังเผยว่า สถานการณ์ปัจจุบันไม่มีแนวโน้มเกิดภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาฯ จากการจับสัญญาณในตลาดดังนี้
- ราคายังไม่เร่งตัว
- อุปทานยังมีจำนวนมาก ที่สำคัญ อัตราดูดซับ (Absorption Rate) ซึ่งเป็นดัชนีที่ชี้วัดอุปสงค์ของอสังหาฯ ในพื้นที่ยังลดน้อยลงเมื่อเทียบจากปีก่อน
- สินเชื่อที่อยู่อาศัยยังไม่เร่งตัว
- ธนาคารพาณิชย์ยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
- หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 1 ต่ำสุดในรอบ 5 ปี แม้จะยังสูงถึง 85.9% ต่อ GDP
อย่างไรก็ตาม ดร.มหัทธนะชี้ว่า แม้ไม่มีสัญญาณของภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาฯ แต่ความท้าทายในการฟื้นตัวยังคงมีอยู่

