สืบเนื่องจาก ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เปิดเผยพยานหลักฐานที่อ้างว่าเชื่อมโยงแกนนำพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรี และ สส. ฝ่ายรัฐบาล กับขบวนการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พร้อมยื่นข้อมูลต่อ พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อผลักดันให้มีการตรวจสอบ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเด็นคดีฮั้วเลือก สว. กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง
ยิ่งชีพเปิดเผยว่า จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ มีบุคคลที่ถูกพาดพิงว่าอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตการเลือก สว. รวม 9 คน ได้แก่
- อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
- ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี
- ภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง และประธานวิปรัฐบาล
- พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
- นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- พิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย
- ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
วันต่อมา (22 กรกฎาคม) ยิ่งชีพได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ‘เจาะลึกทั่วไทย’ ซึ่งได้สอบถามถึงรายละเอียดว่า “รายชื่อทั้ง 9 คนที่เปิดเผยนั้น มีพยานหลักฐานรองรับหรือไม่”
ยิ่งชีพ ยอมรับว่า ข้อมูลทั้งหมดมาจากคำให้การของพยาน ไม่ใช่สิ่งที่ตนคิดขึ้นเอง ขณะเดียวกันก็ไม่มีหลักฐานประเภทภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ โดยเป็นข้อมูลจากผู้สมัคร สว. ที่รู้เห็นกระบวนการและนำเรื่องมาแจ้ง
ยิ่งชีพระบุว่า ข้อมูลราว 75-80% ที่นำเสนอไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นข้อมูลที่มีผู้เคยเปิดเผยไว้แล้ว เพียงแต่กระจัดกระจายอยู่หลายแหล่ง ขณะที่ตนมีหน้าที่รวบรวมและต่อจิ๊กซอว์จากคำแถลงและข้อมูลของหลายบุคคลมาไว้ในที่เดียว พร้อมยืนยันว่ายังมีข้อมูลจากพยานที่เคยให้ข้อมูลไว้ แต่ไม่กล้าออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ
จากนั้น ผู้ถูกพาดพิงหลายราย ได้แก่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, ทรงศักดิ์ ทองศรี, สุขสมรวย วันทนียกุล และนภินทร ศรีสรรพางค์ ทยอยออกมาชี้แจงและปฏิเสธข้อกล่าวหา
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การกล่าวหาใครต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน ขณะที่คดียังอยู่ในกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีการสั่งฟ้อง การนำชื่อบุคคลไปกล่าวหาเช่นนี้ก่อให้เกิดความเสียหาย และผู้ที่กล่าวหาต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง
ส่วนถามถึงแรงจูงใจของยิ่งชีพนั้น อนุทินกล่าวว่า “ไม่รู้จะพูดอย่างไร วัตถุประสงค์คงไม่อยากให้พวกผมได้ดี อาจผิดหวังอะไรอย่างนี้” พร้อมย้ำว่า ไม่คิดว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลัง และไม่เสียเวลาคาดเดา เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน หากการกระทำใดสร้างความเสียหายหรือก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม ก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย
ส่วนกรณีที่ ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ตั้งข้อสังเกตถึงแหล่งที่มาของเงินบริจาคให้ iLaw อนุทินระบุว่า ศุภชัยได้รับมอบหมายจากพรรคให้ไปดำเนินคดี ท่านก็มีแนวทาง วิธีการดำเนินการไป สมัยก่อนมีแบบนี้เยอะ ถึงเวลาฟ้องไปแล้วก็มาขอประนีประนอม ขอศาลให้เมตตา แต่ครั้งนี้คงไม่ เพราะหลายครั้งแล้ว
อนุทินระบุอีกว่า จากกรณีนี้ เมื่อทำให้พรรคและสมาชิกพรรคเสียหาย ก็ต้องดำเนินการ อีกหน่วยเวลาพูดจะได้คิดบ้าง เป็นคนที่มีผู้ติดตาม เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ใช่อยากจะพูดอย่างจะทำอะไรก็ทำ
เมื่อถูกถามว่าเป็นกังวลกับคดีฮั้วเลือก สว. หรือไม่ อนุทินตอบว่า “ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร” พร้อมย้ำว่า หากมีส่วนเกี่ยวข้องก็คงถูกดำเนินการไปนานแล้ว เพราะคดีดังกล่าวเริ่มต้นก่อนที่ตนจะเป็นนายกรัฐมนตรี และในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเป็นฝ่ายค้านก็ไม่มีอำนาจไปต่อรองหรือแทรกแซงกระบวนการใด พร้อมยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่มีความจำเป็น และไม่เคยมีความคิดที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว.
ส่วนทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็น 1 ใน 9 บุคคลซึ่งถูกพาดพิงว่าเกี่ยวข้องเรื่องดังกล่าวนี้ กล่าวว่า การกล่าวอ้างในลักษณะดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและสิทธิของตน จึงเตรียมใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง
ทรงศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่ขอระบุว่าการเปิดเผยรายชื่อดังกล่าวเป็นการโจมตีทางการเมืองหรือไม่ แต่เห็นว่าการกล่าวพาดพิงบุคคลควรมีข้อเท็จจริงที่ชัดเจน โดยยอมรับว่านักการเมืองในฐานะบุคคลสาธารณะสามารถถูกตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่หากการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหาย ก็จำเป็นต้องใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม
ขณะนี้ทีมกฎหมายของพรรคภูมิใจไทยกำลังพิจารณาแนวทางดำเนินการในภาพรวม เนื่องจากมีรัฐมนตรีและบุคคลในพรรคหลายรายถูกพาดพิงในกรณีเดียวกัน
ส่วนการดำเนินคดีในนามส่วนตัวนั้น ทรงศักดิ์ระบุว่า ยังต้องหารือร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และพิจารณารายละเอียดให้ชัดเจนก่อนว่า การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวเข้าข่ายสร้างความเสียหายและมีองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายหรือไม่ จึงจะตัดสินใจดำเนินการต่อไป โดยยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีฮั้วเลือก สว. ตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด
ด้าน นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งใน 9 รายที่ถูกพาดพิงด้วยนั้น กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ศึกษารายละเอียดของกรณีดังกล่าว จึงยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะดำเนินคดีทางกฎหมายหรือไม่ ส่วนจะร่วมดำเนินคดีกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และผู้ถูกพาดพิงรายอื่นหรือไม่นั้น ระบุว่าจะหารือกับฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยก่อน จึงจะตัดสินใจแนวทางดำเนินการต่อไป
ส่วน สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า จะเข้าแจ้งความดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทกับ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ที่จังหวัดอำนาจเจริญ และจะไม่โต้ตอบประเด็นดังกล่าวมากกว่านี้ เพราะ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้ชี้แจงไปแล้ว พร้อมระบุว่าจะไม่หลงกลฝ่ายค้านที่จะให้ไปร้องต่อศาล และเชื่อว่า “ใครที่ทำอะไรเราไว้จะนอนไม่หลับอย่างแน่นอน”
ส่วนกรณีที่ยิ่งชีพให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ว่า ไม่มีหลักฐาน ภาพถ่าย หรือคลิปวิดีโอ มีเพียงคำพูดของพยาน เพื่อจี้ให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ สุขสมรวยระบุว่า เป็นการพูดแบบไม่รับผิดชอบ แม้จะมีการออกมาชี้แจงภายหลัง ก็ไม่สามารถลบล้างได้ เพราะเห็นว่าความผิดสำเร็จแล้ว
อย่างไรก็ตาม จากกรณีการเปิดรายชื่อ 9 บุคคลที่ถูกพาดพิงในคดีฮั้ว สว. ก่อนที่พรรคภูมิใจไทยจะประกาศเตรียมดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับยิ่งชีพ ประเด็นดังกล่าวยังต้องติดตามกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ว่าพยานหลักฐานที่ถูกนำเสนอจะนำไปสู่บทสรุปของคดีในทิศทางใด และจะมีผู้ใดต้องรับผิดตามกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ โดยผู้ถูกพาดพิงทั้งหมดยังคงถือเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวถึง จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
จากนี้ต้องจับตา 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความคืบหน้าการตรวจสอบของ กกต. ที่เตรียมพิจารณาความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องภายในเดือนสิงหาคม และแนวทางดำเนินคดีของพรรคภูมิใจไทยที่ประกาศฟ้องกลับ ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงควบคู่กัน ท่ามกลางความสนใจของสังคมต่อคำตอบว่า กระบวนการเลือก สว. ที่ถูกตั้งคำถามจะมีข้อเท็จจริงและบทสรุปอย่างไร


