วันนี้ (22 กรกฎาคม) พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน เดินทางไปยังพื้นที่ก่อสร้างรั้วความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านแหลม ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน และรับฟังบรรยายสรุปความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างรั้วความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา
พล.อ. อุกฤษฎ์ได้ชี้แจงถึงที่มาของโครงการก่อสร้างรั้วต้นแบบบริเวณชายแดนว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่ได้รับการสนับสนุนในระยะแรกจากกองทุนหทัยทิพย์ ซึ่งได้รับเงินพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ผสานกับเงินบริจาคของประชาชน โดยจัดทำเป็นรั้วต้นแบบที่มีความแข็งแรงและสูงกว่าระดับศีรษะคนประมาณสองคน เพื่อใช้เป็นแนวทางในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อไป
เหตุผลที่ไม่ได้เร่งเปิดเผยข้อมูลต่อสื่อมวลชนตั้งแต่ช่วงแรก เป็นเพราะต้องการรอให้โครงการมีความชัดเจนและพิสูจน์เรื่องความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ตรวจสอบได้ และสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน แม้จะล่าช้ากว่าที่หลายฝ่ายคาดหวัง ทั้งนี้ ข้อวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ถือเป็นเสียงสะท้อนที่นำมาปรับปรุงการทำงาน ไม่ได้มองเป็นการบิดเบือนข้อมูลแต่อย่างใด โดยในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ จะมีการถวายรายงานความคืบหน้าต่อองค์ประธานมูลนิธิจุฬาภรณ์ พร้อมเปิดให้ประชาชนร่วมรับฟังด้วย
สำหรับการขยายพื้นที่ก่อสร้าง จะต้องพิจารณาเป็นรายจุดตามสภาพภูมิประเทศที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสันปันน้ำ คลอง หรือแนวเส้นตรง เพื่อเลือกทำเฉพาะพื้นที่ที่เกิดประโยชน์และไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรือข้อพิพาทในภายหลัง โดยในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดจะใช้เครื่องกีดขวางกึ่งถาวรเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อดูแลความปลอดภัยก่อน แม้ในทางปฏิบัติจะสามารถสร้างไปก่อนแล้วค่อยรื้อถอนแบบกำแพงเบอร์ลินได้ แต่ทุกขั้นตอนต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก
ส่วนการติดตั้งประตูบานพับบริเวณหลักเขตแดนที่ 52 พล.อ. อุกฤษฎ์ ระบุว่า ทำขึ้นเพื่อแสดงการรักษาสิทธิอย่างชัดเจน โดยไม่กระทบต่อหลักเขตแดนตามกฎหมายระหว่างประเทศ ช่วยหลีกเลี่ยงการรื้อถอนหรือเจาะทำลายเมื่อต้องมีการสำรวจร่วมกับคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ในอนาคต พร้อมทิ้งท้ายถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาว่า ทุกฝ่ายมีสิทธิเลือกทางเดินของตนเอง แต่ขอให้พิจารณาถึงอนาคตและประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว ไม่มองเพียงผลลัพธ์ระยะสั้น ซึ่งทิศทางความสัมพันธ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับทางเลือกที่ทุกฝ่ายร่วมกันกำหนด
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการนำร่องที่กองทัพไทยได้รับการสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างจากกองทุนหทัยทิพย์ จำนวนกว่า 69 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างถนนตรวจการณ์, รั้วชายแดน, บังเกอร์หลุมบุคคล และหลุมหลบภัยในพื้นที่ชายแดนไทย
ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างรั้วชายแดนหลักเขตแดนที่ 52-54 ในบริเวณบ้านแหลม ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน ระยะทาง 1.3 กิโลเมตร ไปแล้วเกือบร้อยละ 80 และคาดว่าจะก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569
หลังจากนั้นจะก่อสร้างในช่วงที่ 2 จากหลักเขตที่ 54-59 อีกประมาณ 7.07 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 8.38 กิโลเมตร โดยรูปแบบเป็นรั้วคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมลวดหนามหีบเพลง ความสูง 3.35 เมตร ซึ่งออกแบบให้มีความมั่นคงแข็งแรงรองรับการกระแทก, การยิงด้วยอาวุธปืนเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และรองรับภารกิจด้านความมั่นคง








