วันนี้ (22 กรกฎาคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวง อว. พร้อมด้วยผู้แทนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), GISTDA และสถานเอกอัครราชทูต ที่กรุงโซล ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ ณ สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเดินหน้าผนึกกำลังความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการส่งเสริมสตาร์ตอัป
คณะได้เข้าหารือกับผู้บริหารระดับสูงของ KT Corporation ซึ่งปัจจุบันได้ยกระดับจากบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ สู่การเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างเต็มรูปแบบ (Network, Cloud, Edge Data Center) รวมถึงมีแผนลงทุนสร้าง AI Data Center ขนาด 1 กิกะวัตต์ โดยการหารือครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ 2 ประเด็นหลักซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศไทย
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า KT มีโครงการที่น่าสนใจ คือ AIVLE School ซึ่งเป็นบูทแคมป์ AI ระดับชาติของเกาหลี สามารถผลิตบุคลากรคุณภาพเข้าสู่บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Samsung, Hyundai, SK และ NAVER ได้แล้วกว่า 3,230 คน เมื่อตนได้นำเสนอนโยบาย AI for ALL ให้ทางเกาหลีรับทราบ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันทันทีว่าโมเดลนี้สามารถนำมาต่อยอดกับประเทศไทยได้แน่นอน จึงตกลงที่จะจัดตั้ง Joint Working Group ด้าน AI Literacy ระหว่างกระทรวง อว. และเกาหลีร่วมกัน
นอกจากนี้ ในด้านเทคโนโลยีระดับสูงอย่าง Physical AI ซึ่ง KT มีความเชี่ยวชาญทั้ง Robotics Platform และ AI Agents นั้น ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า ได้หารือกันที่จะใช้ประเทศไทยเป็นสนามทดลองจริง ทั้งการทำโครงการนำร่อง ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการทำวิจัยร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการใช้ไทยเป็นฐานในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน
ซึ่งก้าวต่อไป กระทรวง อว. และ KT Corporation ตั้งเป้าที่จะลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการ ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เมื่อคณะผู้บริหารของ KT เดินทางมาเยือนประเทศไทย
นอกจากนี้ คณะได้เข้าหารือกับ บริษัท Y&Archer จำกัด ซึ่งเป็น Startup Accelerator ระดับแนวหน้าของเกาหลีใต้ เพื่อหารือแนวทางการสนับสนุนสตาร์ตอัปเกาหลีในการขยายตลาดสู่ไทย และส่งเสริมให้ Venture Capital (VC) ร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพ พร้อมเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อการขยายผลอย่างเป็นรูปธรรม
ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ในช่วงปลายปีนี้ Y&Archer จะนำสตาร์ตอัปจากเกาหลีกว่า 70 บริษัท บินตรงมาจัดงาน Astream ที่ประเทศไทย เพื่อสร้างพื้นที่จับคู่ธุรกิจ ต่อยอดสู่การทำ Joint Venture การวิจัยร่วม และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับตลาดในไทยและอาเซียน
“สิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจจากการพูดคุยครั้งนี้คือ กองทุนของเขายังมีเม็ดเงินอีกมากที่พร้อมลงทุน และเขากำลังให้ความสนใจประเทศไทยเป็นพิเศษ การมาเยือนไทยในช่วงปลายปีนี้จึงไม่ได้มีแค่มูลค่าการลงทุน แต่ยังมาพร้อมกับเครือข่าย (Connection) ทั้งด้านเทคโนโลยีและช่องทางการตลาดระดับโลก ซึ่งนี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สตาร์ตอัปไทยต้องการมากที่สุดในการก้าวออกสู่เวทีโลก” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย


