สมาคมยานยนต์มาเลเซีย (MAA) รายงานว่า ยอดขายรวมรถ EV และไฮบริดครึ่งปีแรกพุ่ง 69% เป็น 5.1 หมื่นคัน โดยแบ่งเป็นยอดขาย EV เพิ่มขึ้น 106% แตะ 2.6 หมื่นคัน ขณะที่ไฮบริดอยู่ที่ 2.55 หมื่นคัน ทำให้สองเซ็กเมนต์นี้คิดเป็น 13.4% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 8.2% ในปีก่อน
การเปลี่ยนผ่านนี้ได้รับแรงหนุนจากการเปิดตัวรุ่น EV หลายรุ่น โดยเฉพาะค่าย Proton ผู้ผลิตรถยนต์แห่งชาติของมาเลเซีย เปิดตัว ซีรีส์ e.MAS เริ่มตั้งแต่รุ่น e.MAS 7 ที่เปิดตัวเป็นรุ่น EV แรกในเดือนธันวาคม 2024 ตามด้วยรุ่น e.MAS 5 ที่มีราคาต่ำกว่าและตั้งใจเจาะเข้าถึงผู้ซื้อกลุ่มแมสให้กว้างขึ้น
ทำให้ครึ่งปีแรกรุ่น e.MAS 5 กลายเป็นรถ EV และไฮบริดที่มียอดขายสูงสุดในประเทศ ส่วนรุ่น e.MAS 7 อยู่ในอันดับสอง และ e.MAS 5 ยังติดอันดับ 10 รุ่นยอดนิยมของประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า EV เริ่มขยับออกจากตลาดเฉพาะกลุ่มไปแล้ว
ด้วยผลงานอันแข็งแกร่งของรถไฟฟ้าทำให้สมาคมยานยนต์มาเลเซีย ปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายรถยนต์ทั้งปีเป็น 8 แสนคัน จากเดิม 7.9 แสนคัน แม้ตัวเลขที่ปรับแล้วก็ยังลดลง 3% เมื่อเทียบกับสถิติสูงสุด 8.2 แสนคันในปี 2025
ประธานสมาคมยานยนต์มาเลเซีย กล่าวว่าแบรนด์ท้องถิ่นมีส่วนเข้ามาช่วยหนุนความต้องการของรถ EV มากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้
ด้านส่วนแบ่งตลาดค่ายรถ Proton และ Perodua รวมกันมีสัดส่วนการตลาดเพิ่มเป็น 67% จาก 63% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยยอดขายรวมของทั้งสองแบรนด์เพิ่ม 9% เป็น 2.56 แสนคัน โดย Perodua คิดเป็นประมาณ 41% ของตลาด ขณะที่ Proton อยู่ที่ 26%
ขณะเดียวกันแบรนด์ต่างประเทศมียอดขายลดลง 6.2% เหลือ 1.29 แสนคัน ทำให้ส่วนแบ่งตลาดลดลงเป็น 33% จาก 37% ซึ่งสมาคมยานยนต์มาเลเซีย มองว่าเป็นเรื่องน่ากังวลท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ
สมาคมยานยนต์มาเลเซีย ยังชี้ว่านโยบายมีส่วนในการหนุนความเชื่อมั่นของผู้ผลิต หลังรัฐบาลตัดสินใจเลื่อนการปรับสูตรคำนวณภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไปจนถึงสิ้นปี 2026 ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนให้กับผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย และสมาคมคาดว่ายอดขาย EV และไฮบริดรวมกันจะแตะ 1.2 แสนคันในปีนี้ เพิ่มจากคาดการณ์เดิมว่าจะอยู่ที่ 1 แสนคัน โดยคาดว่าแต่ละเซ็กเมนต์จะแบ่งสัดส่วนกันครึ่งต่อครึ่ง
อย่างไรก็ตาม สมาคมเน้นว่าจำเป็นต้องขยายเครือข่ายสถานีชาร์จเพื่อให้การยอมรับ EV ขยายตัวออกไปนอกเขตเมืองหลัก ปัจจุบันมาเลเซียมีสถานีชาร์จในที่สาธารณะ 6,416 จุด และมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 3 หมื่นจุดภายในปี 2030
อย่างไรก็ตาม การเติบโตในภาพรวมไม่ได้กระจายอย่างเท่ากัน ยอดขายรถนั่งส่วนบุคคลได้รับแรงหนุนจาก SUV, EV และไฮบริด ขณะที่ยอดขายรถเพื่อการพาณิชย์ลดลง 11% เหลือ 2.37 หมื่นคัน โดยยอดขายรถกระบะลดลง 19% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการปฏิรูปการอุดหนุนดีเซลที่เพิ่มต้นทุนการดำเนินงานให้ผู้ซื้อบางกลุ่ม
นอกจากนี้ สมาคมยังเตือนว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และการเปลี่ยนแปลงสภาพการค้าระหว่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อตลาดในครึ่งปีหลัง แม้จนถึงขณะนี้ห่วงโซ่อุปทานยังอยู่ในระดับจัดการได้ แต่ผลกระทบระยะยาวจากความไม่แน่นอนระดับโลกยังคงต้องจับตา โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่จะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตในอนาคต
ภาพ: Allora Empire Art/shutterstock
อ้างอิง:

