×

จากสนามรบสู่สนามฟุตบอล เมื่ออังกฤษและฝรั่งเศสกลับมาดวลกันบนแผ่นดินอเมริกาอีกครั้ง

18.07.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษและฝรั่งเศสกำลังแข่งขันกัน

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อราว 250 ปีก่อน ไม่มีใครคงจินตนาการได้ว่า ดินแดนซึ่งกำลังลุกเป็นไฟจากสงครามประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา จะกลายมาเป็นเวทีที่สองมหาอำนาจยุโรปอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส ได้กลับมาพบกันอีกครั้งในฐานะคู่แข่งบนสนามฟุตบอลโลก

 

ย้อนกลับไปในปี 1776 อังกฤษคือผู้ปกครองอาณานิคมทั้ง 13 แห่ง ขณะที่ฝรั่งเศสคือศัตรูหมายเลขหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษในเวทีโลก

 

ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ต่อสู้กันเพียงเพื่อดินแดน แต่เพื่ออิทธิพลทางการเมือง เศรษฐกิจ และการกำหนดระเบียบโลกในศตวรรษที่ 18

 

วันนี้สงครามเหล่านั้นจบลงนานแล้ว แต่ค่ำคืนนี้บนสนามฮาร์ด ร็อก สเตเดียม เมืองไมอามี ทั้งสองชาติจะกลับมาสู้กันอีกครั้ง เพียงแต่เปลี่ยนอาวุธจากปืนใหญ่เป็นลูกฟุตบอล

 

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นหลังสงครามเจ็ดปี (Seven Years’ War) สิ้นสุดลงในปี 1763 เมื่อสนธิสัญญาปารีสบังคับให้ฝรั่งเศสสูญเสียดินแดนส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาเหนือให้กับอังกฤษ

 

แม้จะยังเป็นมหาอำนาจของยุโรป แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นทิ้งบาดแผลทางภูมิรัฐศาสตร์เอาไว้ไม่น้อย ขณะเดียวกัน อังกฤษกลับต้องเผชิญภาระหนี้มหาศาลจากสงคราม

 

ภาระที่เกิดขึ้นนำไปสู่การขึ้นภาษีอาณานิคมในอเมริกา ซึ่งกลายเป็นชนวนสำคัญที่จุดประกายการต่อต้านของชาวอาณานิคม และท้ายที่สุดนำไปสู่การประกาศอิสรภาพในปี 1776

 

สำหรับฝรั่งเศส การลุกฮือของชาวอเมริกันไม่ใช่เพียงข่าวต่างประเทศ แต่เป็นโอกาสสำคัญที่จะลดอำนาจของศัตรูเก่าอย่างอังกฤษ

 

พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน พร้อมด้วยชนชั้นนำฝรั่งเศส ต่างจับตามองแนวคิดเสรีนิยมและอุดมการณ์ยุคเรืองปัญญา ที่กำลังก่อตัวในโลกใหม่

 

พวกเขามองว่าสาธารณรัฐอเมริกันอาจเป็นต้นแบบของระบอบการเมืองยุคใหม่ ขณะเดียวกัน หากอังกฤษต้องสูญเสียอาณานิคมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ก็ย่อมหมายถึงการเสียสมดุลอำนาจของยุโรปด้วย

 

นั่นทำให้ฝรั่งเศสค่อย ๆ ขยับจากผู้สังเกตการณ์ มาเป็นผู้สนับสนุนอย่างลับ ๆ ก่อนจะประกาศเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในปี 1778

 

ความช่วยเหลือของฝรั่งเศสไม่ได้มีเพียงเงินทุนหรืออาวุธ เบนจามิน แฟรงคลิน เดินทางไปปารีสเพื่อเจรจาขอความช่วยเหลือ ขณะที่บุคคลสำคัญอย่าง มาร์กีส์ เดอ ลาฟาแยตต์ อาสาเดินทางข้ามมหาสมุทรมาร่วมรบกับกองทัพของจอร์จ วอชิงตัน

 

ต่อมา นายพลโรชองโบ และพลเรือเอกเดอ กราสส์ นำกองกำลังบกและกองเรือฝรั่งเศสเข้าร่วมในยุทธการยอร์กทาวน์ ปี 1781 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อังกฤษต้องยอมจำนน

 

ความร่วมมือระหว่างกองทัพอเมริกันกับฝรั่งเศส กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศเอกราชในที่สุด

 

ท้ายที่สุด สงครามสิ้นสุดลงด้วยสนธิสัญญาปารีส ค.ศ. 1783 ซึ่งอังกฤษยอมรับอย่างเป็นทางการว่าสหรัฐอเมริกาเป็นรัฐเอกราช และกำหนดพรมแดนของประเทศใหม่ไว้อย่างชัดเจน

 

สนธิสัญญาฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารยุติสงคราม แต่ยังเปลี่ยนดุลอำนาจของโลกตะวันตกอย่างสิ้นเชิง อังกฤษสูญเสียอาณานิคมที่สำคัญที่สุด ขณะที่สหรัฐอเมริกาเข้าสู่เวทีการทูตระหว่างประเทศในฐานะชาติใหม่

 

ส่วนฝรั่งเศส แม้จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างชัยชนะ แต่ภาระค่าใช้จ่ายจากสงครามก็กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศสในอีกไม่กี่ปีต่อมา

 

เวลาผ่านมากว่าสองศตวรรษ สนามรบในอดีตกลายเป็นมหานครทันสมัยของสหรัฐอเมริกา เมืองต่าง ๆ ที่เคยเป็นสมรภูมิอย่างบอสตัน นิวยอร์ก หรือยอร์กทาวน์ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์

 

ขณะที่ไมอามี เมืองเจ้าภาพเกมชิงอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 2026 คือภาพสะท้อนของอเมริกายุคใหม่ ประเทศที่ถือกำเนิดขึ้นจากสงครามซึ่งอังกฤษและฝรั่งเศสเคยอยู่คนละฝั่ง

 

วันนี้ สหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้ถูกแย่งชิงอีกต่อไป แต่กลายเป็นเจ้าภาพที่ต้อนรับทั้งสองชาติให้กลับมาสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกันอีกครั้ง ผ่านการแข่งขันกีฬาที่คนทั้งโลกจับตามอง

 

แม้จะเป็นเพียงเกมชิงอันดับ 3 แต่ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสบนสนามฟุตบอลก็มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่แพ้การเมือง

 

ทั้งสองพบกันมาแล้ว 32 ครั้ง อังกฤษยังเหนือกว่าด้วยชัยชนะ 17 นัด ขณะที่ฝรั่งเศสชนะ 10 นัด และเสมอ 5 นัด อย่างไรก็ตาม ในช่วงสองทศวรรษหลัง ฝรั่งเศสกลับเป็นฝ่ายที่สร้างบาดแผลให้คู่แข่งบ่อยกว่า

 

โดยเฉพาะชัยชนะ 2-1 ในฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งเขี่ยอังกฤษตกรอบก่อนรองชนะเลิศ รวมถึงชัยชนะในเกมอุ่นเครื่องหลายครั้ง ความได้เปรียบทางประวัติศาสตร์ของอังกฤษจึงไม่ได้สะท้อนภาพการแข่งขันยุคปัจจุบันอีกต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม เกมคืนนี้กลับมีบรรยากาศที่แตกต่างออกไป เพราะไม่มีทีมใดเดินทางมาถึงไมอามีในฐานะผู้ชนะ อังกฤษเพิ่งถูกอาร์เจนตินาแซงชนะ 2-1 ทั้งที่นำอยู่จนถึงช่วงท้ายเกม ส่วนฝรั่งเศสถูกสเปนเล่นงานอย่างหมดรูปในรอบรองชนะเลิศ

 

ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ถึงกับพูดตรง ๆ ว่า “อังกฤษไม่อยากเล่นเกมนี้ เราเองก็ไม่อยากเล่นเช่นกัน”

 

คำพูดนั้นอาจสะท้อนความรู้สึกของนักเตะทั้งสองฝั่งได้ดีที่สุด เพราะไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ทุกคนต่างรู้ดีว่าพวกเขาควรจะอยู่ที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ในวันรุ่งขึ้น เพื่อเล่นนัดชิงชนะเลิศ ไม่ใช่ที่ไมอามีในเกมปลอบใจ

 

ถึงอย่างนั้นนั้น ฟุตบอลก็มีวิธีมอบความหมายให้กับเกมที่หลายคนคิดว่าไร้ความหมายเสมอ

 

สำหรับฝรั่งเศส นี่คือเกมสุดท้ายของ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ในฐานะเฮดโค้ชทีมชาติ หลังรับใช้ทัพ ‘ตราไก่’ มานานกว่าทศวรรษ และคว้าแชมป์โลกทั้งในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีม

 

ส่วนอังกฤษ นี่คือโอกาสสุดท้ายของ โธมัส ทูเคิล ที่จะพาทีมจบทัวร์นาเมนต์ด้วยชัยชนะ หลังเพิ่งถูกวิจารณ์อย่างหนักจากการถอยเกมรับจนปล่อยให้อาร์เจนตินากลับมาแซงชนะ

 

นอกจากนี้ ยังมีการลุ้นดาวซัลโวของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้, แฮร์รี เคน และ จูด เบลลิงแฮม ซึ่งต่างยังมีโอกาสไล่ลิโอเนล เมสซี ในอันดับผู้ทำประตูสูงสุดของทัวร์นาเมนต์

 

บางที ความน่าสนใจที่สุดของเกมนี้อาจไม่ใช่ผลการแข่งขัน แต่คือการเดินทางของประวัติศาสตร์ จากวันที่อังกฤษและฝรั่งเศสใช้อเมริกาเป็นเวทีแย่งชิงอำนาจทางทหาร สู่วันที่ทั้งสองชาติกลับมาแข่งขันกันในประเทศเดียวกัน ด้วยกติกาที่แฟร์ที่สุดในโลกกีฬา

 

หากในศตวรรษที่ 18 การเผชิญหน้าระหว่างทั้งคู่เปลี่ยนแปลงแผนที่การเมืองโลก ในศตวรรษที่ 21 การดวลกันบนสนามฟุตบอลอาจไม่ได้เปลี่ยนแผนที่โลกอีกแล้ว แต่ยังคงสะท้อนให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์ไม่เคยหายไปไหน มันเพียงเปลี่ยนรูปแบบของการแข่งขันเท่านั้น

 

เมื่อเสียงนกหวีดเริ่มต้นเกมดังขึ้นในไมอามี คงไม่มีใครนึกถึงปืนคาบศิลา เรือรบ หรือยุทธการยอร์กทาวน์อีกต่อไป แต่หากมองลึกลงไปฟุตบอลโลกนัดนี้คืออีกบทหนึ่งของเรื่องราวที่เริ่มต้นเมื่อกว่า 250 ปีก่อน บนผืนแผ่นดินเดียวกัน

 

เพียงแต่ครั้งนี้ ไม่มีผู้แพ้ที่ต้องสูญเสียดินแดน ไม่มีจักรวรรดิที่ล่มสลาย มีเพียงสองชาติลูกหนังที่ต้องการปิดฉากฟุตบอลโลกด้วยศักดิ์ศรีก่อนหันหลังกลับบ้าน

 

พร้อมทิ้งอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ไว้บนแผ่นดินที่ครั้งหนึ่งเคยเปลี่ยนชะตาของทั้งโลก

 

 

ภาพ: FIFA / Getty Images

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising