วันนี้ (17 กรกฎาคม) ที่ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง ศาลได้นัดฟังคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ อ.107/2569 ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิท เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานและข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า ข้อความที่จำเลยได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ทั้ง 3 รายการ ได้แก่ รายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ รายการถกไม่เถียง และรายการจับตาประเทศไทย มีลักษณะสื่อความหมายให้วิญญูชนทั่วไปเข้าใจได้ว่า มีการทำร้ายร่างกายผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจทั้งระดับผู้ใหญ่และระดับผู้น้อย
รวมถึงมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและโยนความผิดให้แก่ลูกน้อง นอกจากนี้ ในรายการถกไม่เถียงและรายการจับตาประเทศไทย จำเลยยังได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถูกใช้ให้ไปกระทำความผิดและถูกทำร้ายร่างกายมาโดยตลอดคือ พ.ต.ท.คริษฐ์ โดยจำเลยอ้างว่าเคยเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยตนเองถึงสองครั้ง
แม้ว่าข้อความจากการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวจะไม่ได้ระบุชื่อโดยตรงว่าโจทก์เป็นผู้ลงมือทำร้ายร่างกาย พ.ต.ท.คริษฐ์ หรือระบุชัดว่าโจทก์คือผู้บังคับบัญชาที่จำเลยกล่าวอ้างถึง แต่เมื่อพิจารณาจากบริบทแวดล้อม ประกอบกับคำถามของพิธีกรจากทั้ง 3 รายการ
ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์เคยรับราชการตำรวจ มีชื่อเล่นว่าโจ๊ก และสื่อมวลชนมักขนานนามว่า บิ๊กโจ๊ก หรือ รองโจ๊ก ย่อมทำให้ผู้ที่ได้รับชมและรับฟังสามารถเข้าใจได้ในทันทีว่า บุคคลที่จำเลยกล่าวพาดพิงถึงในทำนองว่าเป็นผู้บังคับบัญชาที่โยนความผิดและทำร้ายร่างกายลูกน้องนั้นหมายถึงตัวโจทก์
ศาลชี้ว่า ข้อความที่จำเลยให้สัมภาษณ์นั้นถือเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์กระทำการดังกล่าว ซึ่งไม่ว่าข้อความนั้นจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม การให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้ย่อมสื่อให้บุคคลที่สามเข้าใจไปในทำนองว่าโจทก์เป็นผู้บังคับบัญชาที่ไม่ดี ขาดศีลธรรม และกระทำผิดกฎหมาย อันเป็นการทำให้โจทก์ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง
ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ในส่วนนี้มีน้ำหนักเพียงพอและครบองค์ประกอบความผิดในเบื้องต้น คดีมีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 จึงมีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องคดีดังกล่าวไว้พิจารณา
ทั้งนี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้กำหนดนัดสอบคำให้การจำเลยในวันที่ 7 กันยายน 2569 โดยในวันดังกล่าว พ.ต.อ.ภาคภูมิ ในฐานะจำเลย จะต้องเดินทางมาปรากฏตัวต่อศาลและดำเนินการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป


