ผลสำรวจล่าสุดชี้ชัดว่า คนรุ่น Gen Z ในสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการแต่งงานน้อยลง และมองการแต่งงานเป็นเป้าหมายท้ายๆ ของชีวิต มากกว่าการบรรลุความมั่นคงทางการเงิน การมีบ้านเป็นของตัวเอง และความสุขส่วนตัว อีกทั้งยังพบข้อมูลสำคัญดังนี้
ประเด็นสำคัญ
- ทำไม Gen Z ถึงมองว่าการแต่งงานไม่ใช่เป้าหมายสำคัญที่สุดอีกต่อไป
- สถิติชี้ คู่สมรสสะสมความมั่งคั่งและมีความสุขทางใจมากกว่าคนโสด
- อิสระทางการเงินและค่านิยมใหม่ที่ทำให้ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องมีสามี
- คนรุ่นใหม่ เติมเต็มชีวิตผ่านมิตรภาพและครอบครัวทางเลือก
- บ้าน ประกัน และสวัสดิการรัฐ ต้องปรับตัวอย่างไรเมื่อคนไม่แต่งงานเพิ่มขึ้น
- Gen Z สหรัฐฯ เพียง 37% มองว่าการแต่งงานเป็นสิ่งจำเป็นในการบรรลุความฝัน
- คู่สมรสอายุต่ำกว่า 35 ปี มีสินทรัพย์เฉลี่ย 1.14 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าคนโสดมาก
- ปี 2025 อายุเฉลี่ยการแต่งงานครั้งแรกอยู่ที่ 28 ปีสำหรับผู้หญิง และ 31 ปีสำหรับผู้ชาย
- ผู้หญิงรุ่นใหม่มีอิสระทางการเงินมากขึ้น ทำให้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเสถียรภาพจากชีวิตคู่
ทำไม Gen Z ถึงมองว่าการแต่งงานไม่ใช่เป้าหมายสำคัญที่สุดอีกต่อไป
จากการสำรวจ American Dream Pulse ของ CNBC ร่วมกับ SurveyMonkey ซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถาม 4,130 คน พบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่เห็นว่าการแต่งงานไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดในการบรรลุ ‘ความฝันแบบอเมริกัน’ ในขณะที่เพียงราว 37% ของกลุ่ม Gen Z มองว่าการแต่งงานเป็นสิ่งจำเป็น
แนวโน้มการมองการแต่งงานต่ำลงนี้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงข้ามรุ่นได้ชัดเจน หากเปรียบเทียบกับข้อมูลจาก Pew Research จะเห็นว่าความคาดหวังเรื่องการแต่งงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในปี 2023 นักเรียนมัธยมราว 67% ยังบอกว่าพวกเขาคิดว่าจะแต่งงานในอนาคต แต่ตัวเลขนี้ลดลงจาก 80% เมื่อปี 1993 ซึ่งบ่งชี้ว่าคนรุ่นใหม่มีแนวคิดและจัดลำดับความสำคัญชีวิตเปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด
สถิติชี้ คู่สมรสสะสมความมั่งคั่งและมีความสุขทางใจมากกว่าคนโสด
ด้านเศรษฐกิจครัวเรือน ข้อมูลแสดงความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างคนโสดและคู่สมรส โดยกลุ่มคนที่ยังไม่แต่งงานและอายุต่ำกว่า 35 ปี มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเฉลี่ยต่ำกว่ามาก ยกตัวอย่าง ผู้ชายโสดมีมูลค่าสินทรัพย์เฉลี่ยราว 2.2 หมื่นดอลลาร์ (ราว 7.3 แสนบาท) ขณะที่ผู้หญิงโสดมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิราว 9,000 ดอลลาร์ (ราว 3 แสนบาท)
ในขณะที่คู่สมรสในกลุ่มอายุดังกล่าวมีมูลค่าสินทรัพย์รวมเฉลี่ยเกือบ 1.14 ล้านดอลลาร์ (ราว 38 ล้านบาท) ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าการรวมทรัพยากรเมื่อแต่งงานยังคงให้ข้อได้เปรียบเชิงการเงิน เช่น การแบ่งภาระค่าใช้จ่าย ตามด้วยการสะสมสินทรัพย์ร่วมกัน และการวางแผนการเงินระยะยาวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากมูลค่าสินทรัพย์แล้ว ผลสำรวจเรื่องคุณภาพชีวิตยังพบว่าคนที่แต่งงานมีแนวโน้มรายงานความเจริญรุ่งเรืองด้านชีวิตมากขึ้น โดย 61% ของผู้ที่แต่งงานแล้วบอกว่าพวกเขารู้สึกว่าชีวิตรุ่งเรืองขึ้น เมื่อเทียบกับ 45% ของผู้ที่ไม่เคยแต่งงาน ซึ่งนักจิตวิทยาด้านสัมพันธ์ชี้ว่าการมีคู่ชีวิตทำให้ได้รับการสนับสนุนทางอารมณ์ รวมถึงการแบ่งปันภาระ และความมั่นคงทางสังคมที่มีผลบวกต่อความเป็นอยู่โดยรวม
อิสระทางการเงินและค่านิยมใหม่ที่ทำให้ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องมีสามี
สาเหตุที่ทำให้ Gen Z เลื่อนหรือไม่ให้ความสำคัญกับการแต่งงานก็มีหลายปัจจัย ทั้งเชิงบุคคล สังคม และเชิงโครงสร้าง นับเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญคือการให้ความสำคัญกับการศึกษาและการตั้งตัวทางการเงินก่อนที่จะลงหลักปักฐาน อีกทั้งคนรุ่นใหม่ยังต้องการมีเสถียรภาพด้านรายได้และทรัพย์สินก่อนจะคิดถึงการแต่งงาน นอกจากนี้ค่าเฉลี่ยอายุการแต่งงานครั้งแรกยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 อายุเฉลี่ยครั้งแรกที่แต่งงานอยู่ที่ประมาณ 28 ปีสำหรับผู้หญิง และ 31 ปีสำหรับผู้ชาย ซึ่งสูงกว่ายุค 1980 อย่างเห็นได้ชัด
ส่วนปัจจัยทางสังคมอื่นๆ ก็มีบทบาท สอดคล้องกับรายงานจาก Harvard Kennedy School พบว่าเพียง 17% ของผู้ใหญ่ที่อายุต่ำกว่า 30 รู้สึกว่าตนเองเชื่อมโยงกับชุมชนอย่างลึกซึ้ง ทำให้โอกาสพบปะและสร้างความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกลดลง
นอกจากนี้ความแตกต่างทางการศึกษาระหว่างเพศก็มีผล ปัจจุบันผู้หญิงรุ่นใหม่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีมากกว่าผู้ชาย ส่งผลให้ผู้ชายที่มีคุณสมบัติและสถานะทางการศึกษาที่ตรงตามที่ผู้หญิงหลายคนต้องการมีจำนวนลดลง อีกปัจจัยที่ถูกหยิบยกคือสภาพแวดล้อมออนไลน์ เช่น ชุมชน ‘manosphere’ ซึ่งมีท่าทีต่อต้านสตรีนิยมและแพร่กระจายแนวคิดที่ทำให้ความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกซับซ้อนขึ้น
ในทางกลับกันผู้หญิงมีอิสระทางการเงินมากขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ด้วยข้อกฎหมายและนโยบายที่เปลี่ยนไปทำให้ผู้หญิงเข้าถึงสินเชื่อและการซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องหาเสถียรภาพทางการเงินจากชีวิตคู่ยอดนิยมอีกต่อไป
คนรุ่นใหม่ เติมเต็มชีวิตผ่านมิตรภาพและครอบครัวทางเลือก
ทั้งนี้ การเลื่อนการแต่งงานหรือการไม่แต่งงานมีทั้งข้อดีและข้อเสียเชิงการเงิน ข้อดีที่คู่สมรสอาจได้รับรวมถึงสิทธิประโยชน์ภาษี ตามด้วยประกันสุขภาพในครอบครัว และสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม ขณะที่การไม่แต่งงานอาจทำให้พลาดสิทธิประโยชน์เหล่านี้ได้
นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเตือนว่าหากแต่ละฝ่ายยึดระบบการเงินแบบแยกกันมากเกินไป จะทำให้การบรรลุเป้าหมายร่วมกันเป็นเรื่องยาก แต่ปัจจุบันบางคนเลือกเติมเต็มทางอารมณ์และความมั่นคงผ่านมิตรภาพ เครือข่ายสังคม และรูปแบบครอบครัวที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิมแทน
เมื่อมาดูมุมมองจากภาคสนามสะท้อนความหลากหลายของการตัดสินใจ บางคน เช่น อิซาเบล ครอว์ฟอร์ด อายุ 25 ปี อาศัยในนิวยอร์ก เลือกไม่แต่งงานเพราะเห็นตัวอย่างผู้หญิงโสดที่มีอาชีพและมีชีวิตที่ดี ส่วนอีกกลุ่มเช่น ซาราห์ วู อายุ 29 ปี เลือกแต่งงานหลังจากพบคู่ที่เหมาะสม แสดงให้เห็นว่าการแต่งงานยังคงเกิดขึ้นแต่เกิดช้าลงและมาจากการตัดสินใจอย่างมีสติและความพร้อม
บ้าน ประกัน และสวัสดิการรัฐ ต้องปรับตัวอย่างไรเมื่อคนไม่แต่งงานเพิ่มขึ้น
ในเชิงนโยบายและธุรกิจ แนวโน้มคนไม่แต่งงานอาจเปลี่ยนโครงสร้างความต้องการสินค้าและบริการในอนาคต ตลาดที่อยู่อาศัยอาจต้องตอบโจทย์คนโสดมากขึ้น ขณะที่ฝั่งบริการประกันสุขภาพและผลิตภัณฑ์ทางการเงินอาจต้องปรับให้เหมาะกับความต้องการของบุคคลเดี่ยวมากกว่าครอบครัว
รวมถึงนโยบายสังคมอาจต้องออกแบบมาตรการรองรับคนโสดที่เพิ่มจำนวน ทั้งด้านความมั่นคงทางรายได้ การเข้าถึงสวัสดิการ และการพัฒนาเครือข่ายชุมชนเพื่อลดความเหงาและส่งเสริมโอกาสการสร้างความสัมพันธ์ให้ยั่งยืน
สุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนแปลงค่านิยมนี้อาจทำให้รูปแบบครอบครัวและความต้องการทางเศรษฐกิจของสังคมเปลี่ยนไป ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจควรเตรียมปรับตัวเพื่อตอบโจทย์ประชากรที่หลากหลายมากขึ้น และออกแบบนโยบายที่ช่วยสร้างความมั่นคงทั้งทางการเงินและสังคมให้กับกลุ่มคนโสดและครอบครัวรูปแบบใหม่ในอนาคต
ภาพ: Pawel Michalowski/shutterstock
อ้างอิง:

