จีนทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก นับเป็นครั้งแรกที่จีนเปิดเผยการทดสอบลักษณะนี้ต่อสาธารณะ ขณะที่สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และไต้หวัน ต่างแสดงความกังวลว่า การทดสอบดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (7 กรกฎาคม) สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า กองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA Navy) ยิงขีปนาวุธซึ่งติดตั้งหัวรบจำลองจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ เมื่อเวลา 12.01 น. ตามเวลาปักกิ่ง โดยตกลงในน่านน้ำสากลของมหาสมุทรแปซิฟิก
กองทัพเรือจีนระบุว่า การทดสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกประจำปี ดำเนินการตามกฎหมายและแนวปฏิบัติสากล และไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศหรือเป้าหมายใดเป็นการเฉพาะ ขณะที่ เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนหวังว่าประเทศต่างๆ จะไม่ตีความเหตุการณ์ดังกล่าวเกินความเป็นจริง
ด้าน The Washington Post ระบุว่า การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในการแสดงขีดความสามารถด้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์ 3 ระบบ (Nuclear Triad) ได้แก่ ภาคพื้นดิน ทางอากาศ และเรือดำน้ำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์การยับยั้งด้วยอาวุธนิวเคลียร์
ทั้งนี้ จีนได้เปิดเผยการสาธิตขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์แล้ว 2 ใน 3 ระบบ ได้แก่ การทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) จากฐานยิงบนบกในปี 2024 ซึ่งตกในน่านน้ำใกล้เฟรนช์โปลินีเซีย รวมถึงการทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำในครั้งนี้ ทำให้เหลือเพียงการสาธิตขีดความสามารถจากระบบทางอากาศเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม กองทัพจีนไม่ได้ยืนยันว่า ขีปนาวุธที่ใช้ในการทดสอบเป็นรุ่นใด แต่สื่อทางการและนักวิเคราะห์คาดว่า น่าจะเป็น JL-2 หรือ JL-3 ซึ่งเป็นขีปนาวุธข้ามทวีปที่ยิงจากเรือดำน้ำ (Submarine-Launched Ballistic Missile: SLBM)
อนึ่ง ขีปนาวุธตระกูล JL มีพิสัยยิงราว 5,000-8,000 ไมล์ ทำให้สามารถโจมตีเมืองสำคัญของสหรัฐฯ ได้ หากยิงจากตำแหน่งที่เหมาะสมในมหาสมุทรแปซิฟิก
นานาชาติแสดงความกังวล
การทดสอบครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการขยายบทบาททางทหารของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเมื่อปี 2025 กองเรือจีนได้จัดการฝึกยิงจริงนอกชายฝั่งออสเตรเลีย ขณะที่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา จีนจัดการฝึกซ้อมทางทหารรอบไต้หวันครั้งใหญ่ที่สุด หลังสหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
สหรัฐฯ ระบุว่า กำลังติดตามการทดสอบดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมเรียกร้องให้จีนเข้าร่วมการเจรจาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจัง ขณะที่ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ ต่างแสดงความกังวลว่าการทดสอบดังกล่าวอาจกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาค
เพนนี หว่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียระบุว่า การทดสอบเกิดขึ้นท่ามกลางการขยายกำลังทางทหารของจีนอย่างรวดเร็ว ซึ่งยังขาดความโปร่งใสและความชัดเจนเกี่ยวกับเจตนารมณ์
ส่วนรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่นานก่อนการยิง พร้อมแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกิจกรรมทางทหารของจีน ขณะที่ วินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์ ระบุว่า ไม่ต้องการให้มหาสมุทรแปซิฟิกใต้กลายเป็นพื้นที่ทดสอบขีปนาวุธ
ทำไมจีนจึงทดสอบขีปนาวุธในเวลานี้
แม้จีนจะยืนยันว่าเป็นการฝึกตามปกติ แต่ช่วงเวลาที่เลือกทดสอบทำให้หลายฝ่ายมองว่า การยิงครั้งนี้มีนัยทางยุทธศาสตร์มากกว่าการซ้อมรบทั่วไป
Reuters อ้างความเห็นของนักวิเคราะห์ว่า การยิงครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ไปยังสหรัฐฯ มากกว่าประเทศในภูมิภาค โดยเกิดขึ้นในช่วงที่การแข่งขันด้านความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิกทวีความเข้มข้น ทั้งในช่วงที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพการฝึกทางทหาร RIMPAC และในวันเดียวกับที่ออสเตรเลียกับฟิจิลงนามในสนธิสัญญาป้องกันร่วม
ขณะที่ ถง จ้าว ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธนิวเคลียร์ของจีนจากสถาบัน Carnegie Endowment for International Peace ให้สัมภาษณ์กับ The Washington Post ว่า ยุทธศาสตร์ของจีนคือการแสดงศักยภาพด้านนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้สหรัฐฯ ตระหนักถึงอำนาจทางยุทธศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นของจีน และรับรู้ถึงต้นทุนที่สูงขึ้น หากตัดสินใจเข้าแทรกแซงความขัดแย้งครั้งใหญ่กับจีน
จ้าวยังระบุว่า เส้นทางการบินของขีปนาวุธพาดผ่านบริเวณใกล้ฐานติดตามขีปนาวุธของสหรัฐฯ ในเกาะกวมและหมู่เกาะมาร์แชลล์ ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่า การยิงครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมระบุว่า การที่จีนเลือกเส้นทางดังกล่าวสะท้อนว่า ปักกิ่งไม่ได้กังวลว่าสหรัฐฯ จะสามารถเก็บข้อมูลทางเทคนิคของขีปนาวุธได้
ส่วน ไลล์ มอร์ริส นักวิจัยอาวุโสจาก Asia Society Policy Institute ประเมินว่า หากขีปนาวุธชนิดนี้ถูกนำมาใช้จริง เป้าหมายหลักจะเป็นสหรัฐฯ มากกว่าไต้หวันหรือประเทศอื่นในภูมิภาค
แฟ้มภาพ: CHINA STRINGER NETWORK / Reuters
อ้างอิง:


