ท็อปส์ ธุรกิจกลุ่มฟู้ดในเครือเซ็นทรัล รีเทล ขยายพอร์ตสู่ตลาดความงามอย่างจริงจัง ด้วยการแยกธุรกิจ LOOKS ออกจากพื้นที่ในซูเปอร์มาร์เก็ต มาเป็นร้านบิวตี้รีเทลแบบสแตนด์อโลน โดยเปิดสาขาแรกที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ ศรีสมาน เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พร้อมวางเป้าหมายเจาะตลาด Masstige ที่ต้องการสินค้าคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้
ประเด็นสำคัญ
ตลาดความงามโต คนซื้ออายุน้อยลง โจทย์ที่ท็อปส์มองเห็น
ท็อปส์ระบุว่า การขยายสู่ Beauty Retail เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์กระจายพอร์ตธุรกิจจากความแข็งแกร่งด้าน Food Retail เพราะตลาดความงามเป็นเซกเมนต์ที่เติบโตสูง
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดความงามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตขึ้น 3 เท่า ขณะที่ตลาดไทยในปี 2025 มีมูลค่าราว 1.8 แสนล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวสู่ระดับ 2.9 แสนล้านบาทภายในปี 2034
พักร์วิมล สตะเวทิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการค้าปลีก – LOOKS บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ระบุว่า ผู้บริโภคยุคใหม่หันมาดูแลความงามตั้งแต่อายุน้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่มีค่าใช้จ่ายด้านความงามเฉลี่ย 1,000-1,500 บาทต่อเดือน ทำให้ตลาดขยายตัวพร้อมกับฐานลูกค้าที่อายุน้อยลง ซึ่งเป็นช่องว่างของกลุ่ม Masstige ที่ผสมระหว่าง Mass และ Prestige คือต้องการสินค้าคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้
ท็อปส์ยังระบุถึงเทรนด์ความงามที่กำลังมา ได้แก่ Skinimalism หรือการลดขั้นตอนดูแลผิวให้เรียบง่ายขึ้นแต่ยังได้ผล, Clean Beauty ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของส่วนผสมและกระบวนการผลิต และการเลือกสินค้าตามประสิทธิภาพที่พิสูจน์ได้จากรีวิวผู้ใช้จริง มากกว่าการดูที่ชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว
ความมั่นใจของท็อปส์ยังมาจากผลงานของหมวดความงามภายในร้านเอง ที่เติบโตในระดับเลขสองหลักต่อเนื่อง สูงที่สุดเมื่อเทียบกับหมวดอื่น และขึ้นเป็น 1 ใน 5 หมวดที่มียอดขายสูงสุดของท็อปส์ โดยมีสินค้าใหม่หมุนเวียนเข้ามากกว่า 3,000 รายการต่อปี จากฐานสินค้าในโซนกว่า 20,000 รายการ
สามแกนที่ LOOKS ใช้สร้างความต่างจากคู่แข่ง
ท็อปส์วางจุดต่างของ LOOKS ไว้ 3 ด้าน เริ่มจากการคัดสรรสินค้า (Curated Assortment) ที่รวบรวมแบรนด์ความงามและ Wellness จากทั่วโลก ทั้งเกาหลี, ญี่ปุ่น, ยุโรป และออสเตรเลีย โดยมีสัดส่วนสินค้านำเข้า 50%, แบรนด์ไทย 35% และสินค้าที่จำหน่ายเฉพาะที่ LOOKS หรือ Only at LOOKS อีก 15%
สินค้ากลุ่ม Only at LOOKS เป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงให้ลูกค้าต้องมาที่ร้าน โดยท็อปส์ร่วมมือกับ COSMAX ผู้ผลิตเครื่องสำอางรายใหญ่จากเกาหลีใต้ พัฒนาสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟภายใต้กลยุทธ์ Co-creation พร้อมเตรียมเปิดตัวแบรนด์ของตัวเองในกลุ่มเครื่องสำอางและสกินแคร์
ขณะที่ความคุ้มค่า ท็อปส์อาศัยศักยภาพด้านการจัดซื้อ เจรจาให้สินค้านำเข้ามีราคาใกล้เคียงกับการซื้อจากต่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาลูกค้าที่ต้องฝากหิ้วหรือสั่งพรีออเดอร์ พร้อมยืนยันว่าเป็นสินค้านำเข้าอย่างเป็นทางการที่การันตีของแท้
ส่วนสุดท้ายคือ ประสบการณ์ในร้าน ด้วยจุดบริการ Solution Bar ที่จัดกลุ่มสินค้าตามปัญหาผิวของลูกค้า เช่น โซนผิวแพ้ง่าย พร้อมทีม LOOKS Beauty Specialist คอยให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล รองรับพฤติกรรมลูกค้าบิวตี้ที่ยังต้องการทดลองและสัมผัสสินค้าก่อนซื้อ แม้จะศึกษาข้อมูลออนไลน์มาก่อน
การแยก LOOKS ออกมาเป็นสแตนด์อโลนยังเป็นหนึ่งในแนวทางที่เครือใช้กับธุรกิจที่มีศักยภาพ ในลักษณะเดียวกับ Top Wine Cellar ที่เคยแยกออกมาก่อนหน้านี้
เป้า 100 สาขาในปี 2571 กับบทบาท New Growth Engine
ท็อปส์ตั้งเป้าขยาย LOOKS ทุกฟอร์แมตให้ครบ 100 แห่งภายในปี 2571 ทั้งรูปแบบสแตนด์อโลนและพื้นที่ในร้านท็อปส์ และวางเป้าหมายระยะยาวที่ 200 สาขา ขณะที่ปีนี้ตั้งเป้าเปิดร้านสแตนด์อโลน 10 สาขา
ร้านที่ไปจะเน้นศูนย์การค้าที่มีทราฟฟิกสูงและพื้นที่ใกล้โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยราว 70% ของสาขาใหม่ในช่วง 1-3 ปีแรกจะอยู่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ส่วนขนาดร้านสแตนด์อโลนจะยืดหยุ่นตั้งแต่ 200 ถึง 500 ตารางเมตร ขึ้นอยู่กับศักยภาพของทำเล
ปัจจุบัน LOOKS มีอยู่ในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต 105 สาขา และในท็อปส์ เดลี่ แบบไฮบริดอีก 17 สาขา ส่วนร้านสแตนด์อโลนสาขาแรกที่ศรีสมานมีพื้นที่ราว 200 ตารางเมตร จำหน่ายสินค้าราว 4,000 รายการ
ท็อปส์วาง LOOKS เป็น New Growth Engine ของธุรกิจ และมองว่าตลาด Beauty Retail กำลังเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบเดิมสู่การเป็น Curated และ Experience-led Retail มากขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางที่บริษัทต้องการต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านการคัดสรรสินค้าและความเข้าใจผู้บริโภคที่มีอยู่เดิม

