×

ปิดตำนาน 68 ปี Pizza Hut ร่วงจากแชมป์พิซซ่าโลก สู่แบรนด์ที่ Yum ตัดขาย 8.8 หมื่นล้านบาท แพ้ศึก Domino’s และแอปเดลิเวอรี

18.06.2026
  • LOADING...
ภาพร้าน Pizza Hut ที่มีโลโก้และหลังคาสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์

Yum Brands บริษัทแม่ของ KFC และ Taco Bell ประกาศขายกิจการ Pizza Hut เครือร้านพิซซ่าอายุ 68 ปี ในดีลมูลค่ารวมราว 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.8 หมื่นล้านบาท) เพื่อตัดแบรนด์ที่อ่อนแอที่สุดในเครือออกไป และหันไปโฟกัสกับแบรนด์ที่เติบโตดีกว่า

 

 

ดีลสองทาง แยกธุรกิจจีนออกชัดเจน

 

ดีลนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยบริษัทไพรเวทอิควิตี้อย่าง LongRange Capital จะเข้าซื้อกิจการ Pizza Hut ทั้งหมดยกเว้นธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ ด้วยมูลค่าราว 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.9 หมื่นล้านบาท) ส่วนธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่จะถูกซื้อโดย Yum China Holdings ในอีกดีลแยกต่างหากมูลค่าราว 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท)

 

คริส เทอร์เนอร์ ซีอีโอของ Yum Brands ระบุว่า ภายใต้การบริหารของ LongRange และ Yum China นั้น Pizza Hut จะอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมเติบโตในอนาคต ด้วยเจ้าของใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมร้านอาหาร

 

การขายครั้งนี้จะช่วยให้ Yum มุ่งความสนใจและทรัพยากรไปที่แบรนด์หลักที่เหลืออย่าง KFC และ Taco Bell ได้เต็มที่ ส่งผลให้ราคาหุ้น Yum ปรับขึ้นเกือบ 2% ในวันที่ประกาศดีล

 

แม้ Pizza Hut จะถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่อ่อนแอที่สุดในเครือ แต่ยังถือเป็นแบรนด์ขนาดใหญ่ที่มีสาขาเกือบ 20,000 แห่งใน 108 ประเทศและดินแดนทั่วโลก โดยมียอดขายรวมทั้งระบบเมื่อสิ้นปี 2025 ราว 1.28 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.19 แสนล้านบาท) ซึ่งสหรัฐฯ เป็นตลาดใหญ่ที่สุดคิดเป็นราว 40% รองลงมาคือจีนราว 20%

 

ทั้งนี้ แม้มูลค่าดีลรวมจะอยู่ที่ราว 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ Yum คาดว่าจะได้รับเงินสุทธิราว 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท) หลังหักภาษี ค่าใช้จ่ายในการปิดดีล และค่าธรรมเนียมต่างๆ

 

ศึกพิซซ่าและการรุกของแอปเดลิเวอรี

 

การตัดสินใจขายเกิดขึ้นหลังจาก Pizza Hut เผชิญช่วงเวลายากลำบากมานาน โดย Yum เริ่มส่งสัญญาณพิจารณาทางเลือกเชิงกลยุทธ์สำหรับ Pizza Hut ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025 หลังยอดขายสาขาเดิมในสหรัฐฯ ลดลงต่อเนื่องหลายไตรมาส ซึ่งตลาดสหรัฐฯ ถือว่าสำคัญมาก เพราะคิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของยอดขายทั้งระบบ

 

สาเหตุหลักมาจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากคู่แข่งอย่าง Domino’s, Papa John’s และ Little Caesars ที่อัดโปรโมชันลดราคาอย่างดุเดือดเพื่อดึงผู้บริโภคที่อ่อนไหวต่อราคา ในช่วงที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันเครือร้านขนาดกลางในแต่ละภูมิภาคก็ปรับตัวเร็วกว่าและแย่งส่วนแบ่งตลาดไปใน ‘ศึกพิซซ่า’ ครั้งนี้

 

นอกจากนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของแอปส่งอาหารจากภายนอกอย่าง DoorDash และ Uber Eats ยังทำให้ตลาดเต็มไปด้วยตัวเลือกอาหารหลากหลายประเภท จนบั่นทอนความโดดเด่นที่ Pizza Hut เคยมีมา

 

ความถดถอยสะท้อนผ่านตัวเลขที่ชัดเจน โดยข้อมูลจาก Technomic บริษัทที่ปรึกษาด้านร้านอาหารระบุว่า ยอดขายพิซซ่าในสหรัฐฯ ชะลอตัวลงมากนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 โดยปีก่อนเติบโตไม่ถึง 1%

 

แต่ Pizza Hut กลับทำผลงานแย่กว่าค่าเฉลี่ย ด้วยยอดขายในสหรัฐฯ ที่ลดลงถึง 8.2% ทำให้ Yum ประกาศแผนปิดสาขาในสหรัฐฯ ที่ทำผลงานไม่ดีราว 250 แห่งในปีนี้

 

นีล ซอนเดอร์ส กรรมการผู้จัดการของ GlobalData มองว่า Pizza Hut เป็นจุดอ่อนของพอร์ต Yum มานาน และแม้จะพยายามฟื้นฟูแบรนด์และปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรไปแล้ว แต่ก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าการผลักดันให้กลับมาเติบโตต้องใช้เงินลงทุนและความอดทนในระดับที่ Yum ไม่พร้อมจะทุ่มเทให้

 

ก่อนหน้านี้ Pizza Hut ในสหรัฐฯ พยายามดิ้นรนฟื้นยอดขายด้วยหลายกลยุทธ์ ทั้งการออกโปรโมชันและเมนูใหม่ การเปิดตัวโปรแกรมสมาชิก รวมถึงการปลุกกระแสคิดถึงอดีต ด้วยการนำโครงการส่งเสริมการอ่านสำหรับเยาวชนอย่าง Book It! ที่มีมานานหลายทศวรรษกลับมาอีกครั้งในช่วงฤดูร้อน แต่ความพยายามเหล่านี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะพลิกสถานการณ์

 

จากร้านเล็กในแคนซัสสู่มือทุนไพรเวทอิควิตี้

 

Pizza Hut ก่อตั้งขึ้นในปี 1958 โดยสองพี่น้องตระกูล Carney คือ แฟรงก์ และ แดน ที่หยิบยืมเงินจากแม่ 600 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19,650 บาท) มาเปิดร้านแห่งแรกในเมืองวิชิตา รัฐแคนซัส และตั้งชื่อร้านตามอาคารทรงกล่องสี่เหลี่ยมของตัวเอง

 

หลังคาสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์เปิดตัวในปี 1969 และเพียง 2 ปีต่อมา Pizza Hut ก็ก้าวขึ้นเป็นเครือร้านพิซซ่าที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยยอดขาย ก่อนจะเสียตำแหน่งให้ Domino’s ในปี 2017 ต่อมา PepsiCo เข้าซื้อกิจการในปี 1977 แล้วแยกธุรกิจร้านอาหารออกมาเป็น Yum Brands ในปี 1997

 

แต่เมื่อกระแสการสั่งกลับบ้านและบริการเดลิเวอรีได้รับความนิยมมากขึ้น Pizza Hut ที่มีร้านขนาดใหญ่เน้นการนั่งทานกลับปรับตัวตามไม่ทัน สวนทางกับ Domino’s ที่เติบโตเร็วจากจุดเด่นเรื่องบริการส่งถึงบ้าน

 

ดีลครั้งนี้ทำให้ Pizza Hut กลายเป็นแบรนด์ร้านอาหารรายล่าสุดที่ตกไปอยู่ในมือบริษัทไพรเวทอิควิตี้ ซึ่งในช่วงหลังมีความสนใจเข้าซื้อเครือร้านเก่าแก่ที่ต้องการเงินทุนเข้ามาเสริม

 

ข้อมูลจาก Dealogic ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2010 กลุ่มทุน PE ใช้เงินไปกับการซื้อกิจการร้านอาหารในสหรัฐฯ ราว 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 64% ของมูลค่าดีลทั้งหมดในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีเครือร้านดังอย่าง Subway และ Dunkin’ ที่ถูกกลุ่มทุน PE เข้าซื้อไปแล้วเช่นกัน

 

LongRange Capital ที่มีฐานในรัฐคอนเนตทิคัต ก่อตั้งในปี 2019 โดย บ็อบ เบอร์ลิน ผู้เคยพลิกฟื้นกิจการ Arby’s มาแล้ว โดยเบอร์ลินระบุว่า Pizza Hut เป็นแบรนด์ระดับโลกที่ผู้คนรักและมีฐานลูกค้าที่ภักดีในแบบที่น้อยแบรนด์จะเทียบได้ พร้อมแสดงความตั้งใจที่จะผลักดันการเติบโตในระยะต่อไป

 

ขณะที่ฝั่งจีน Yum China ระบุว่าการเข้าซื้อธุรกิจ Pizza Hut ในจีนจะช่วยพัฒนาเมนู ร้านค้า และการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น

 

โดย Pizza Hut ถือเป็นแบรนด์ร้านอาหารแบบ Casual Dining ที่ใหญ่ที่สุดในจีน มียอดขายปีก่อนราว 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท) จากจำนวน 4,375 สาขา แม้การแข่งขันด้านบริการส่งอาหารในจีนจะรุนแรงจนกระทบต้นทุนก็ตาม

 

ทั้งนี้ ทั้งสองดีลคาดว่าจะปิดได้ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยขึ้นอยู่กับการอนุมัติของหน่วยงานกำกับดูแล

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.76 บาท ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569

 

ภาพ : Tobias Steinert / Shutterstock

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories