×

เจาะลึก ‘TISA’ บัญชีการออมและลงทุน พร้อมลดหย่อนภาษี โมเดลใหม่สำหรับคนไทย ที่กำลังจะเริ่มใช้งานในปีนี้

18.06.2026
  • LOADING...
ภาพอินโฟกราฟิกสรุป 8 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ TISA บัญชีการออมและการลงทุนใหม่สำหรับคนไทย

โครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (Thailand Individual Saving Account) หรือ TISA อาจกลายเป็นมาตรการใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการลดหย่อนภาษีเพื่อการออมและการลงทุนของไทยในอนาคต หลังกระทรวงการคลังกลับมาเดินหน้าหารือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เพื่อผลักดันมาตรการสนับสนุนตลาดทุนไทย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

โดยความคืบหน้าล่าสุด วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ว่า โครงการ TISA มีความคืบหน้าแล้วกว่า 70-80% และคาดว่าจะสามารถแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเร็วๆ นี้

 

หากโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ผู้ลงทุนอาจสามารถนำเงินออมและการลงทุนหลายประเภทมารวมกันภายใต้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเดียวกัน แทนการแยกซื้อกองทุนแต่ละประเภทเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเหมือนในปัจจุบัน ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการดังกล่าวยังเป็นความพยายามของภาครัฐในการดึงเม็ดเงินออมระยะยาวเข้าสู่ตลาดทุนไทยอีกด้วย

 

THE STANDARD WEALTH ชวนทำความรู้จัก TISA อีกครั้ง ว่าโครงการนี้คืออะไร มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาใด และแตกต่างจากมาตรการส่งเสริมการออมและการลงทุนที่เคยมีมาอย่างไร

 

ทั้งนี้ เนื้อหาส่วนใหญ่ในบทความอ้างอิงจากผลการหารือเบื้องต้นของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งรายละเอียดหลายประการยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

 

1) บัญชี TISA ลงทุนได้หลายกลุ่มสินทรัพย์

 

โครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล หรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) เป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการออมและการลงทุนระยะยาวของคนไทย โดยจูงใจผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี

 

ผู้ที่เข้าร่วมโครงการต้องเปิดบัญชี TISA กับผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.)

 

สิ่งที่ทำให้ TISA ต่างไปจากมาตรการลดหย่อนภาษีแบบที่ผ่านๆ มา คือ TISA ถูกออกแบบเพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกลงทุนได้หลากหลายกลุ่มสินทรัพย์ (Asset Class) ตามความเสี่ยงของแต่ละบุคคล เช่น หุ้นไทย กองทุนรวม และตราสารหนี้ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยเน้นสินทรัพย์ในประเทศเป็นหลัก

 

ต่างจากแบบเดิมที่ต้องเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ผ่านการพิจารณาจากสำนักงาน ก.ล.ต. และกระทรวงการคลัง เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)

 

โดย TISA จะเปิดทางให้ผู้ลงทุนสามารถถือสินทรัพย์หลายประเภทไว้ภายใต้บัญชีเดียว และนำมาคำนวณสิทธิลดหย่อนภาษีภายใต้วงเงินรวมเดียวกัน

 

2) TISA เน้นลงทุนในประเทศเป็นหลัก

 

ในงานแถลงเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ DR (Depositary Receipt) ยังไม่ถูกบรรจุในแพ็กเกจ TISA สำหรับการลงทุนรายตัว (Direct Investment)

 

เนื่องจาก DR มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นหุ้นต่างประเทศ หากผู้ลงทุนต้องการกระจายความเสี่ยงไปยังต่างประเทศ ภาครัฐและ ก.ล.ต. สนับสนุนให้ลงทุนผ่าน กองทุนรวม (เช่น RMF) แทน เพื่อให้มีการบริหารจัดการและการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสมตามนโยบายปัจจุบัน ส่วนการเปิดให้ลงทุนรายตัวใน TISA จะเน้นไปที่หุ้นไทยและสินทรัพย์ในประเทศเป็นหลัก

 

สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด (Private Market) เช่น หุ้นนอกตลาด หรือ Private Equity นั้น ไม่อยู่ในขอบเขตการส่งเสริมของบัญชี TISA

 

เพราะ TISA ต้องการเน้นส่งเสริมการลงทุนใน ตลาดทุนในระบบ (Listed Market) เช่น หุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ผ่านเกณฑ์ด้าน ESG หรือธรรมาภิบาล, กองทุนรวม และพันธบัตร เพื่อให้มั่นใจเรื่องการกำกับดูแล ความโปร่งใส และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านกลไกตลาดทุนเป็นหลัก

 

3) เงื่อนไขการเปิดบัญชี TISA

 

สำหรับเงื่อนไขเบื้องต้นของบัญชี TISA ที่อยู่ระหว่างการศึกษา มีรายละเอียดสำคัญดังนี้

 

  • เป็นบุคคลธรรมดา มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
  • เปิดบัญชี TISA กับผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้ การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต.
  • เปิดบัญชี TISA ได้เพียง 1 บัญชีต่อคน
  • ถอนได้เมื่ออายุ 55 และต้องถือหลักทรัพย์นานอย่างน้อย 5 ปี

 

4) ทำไม TISA ต้องเป็นมาตรการถาวร?

 

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ TISA คือการยกระดับจากมาตรการกระตุ้นตลาดทุนชั่วคราว ไปสู่กลไกส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวแบบถาวร ที่ไม่ต้องรอการต่ออายุมาตรการทุก 5 ปี

 

โดยจากการรายงานข่าวล่าสุด ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ ในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ยืนยันแล้วว่า FETCO และกระทรวงการคลัง เห็นตรงกันว่า TISA จะเป็นโครงการลดหย่อนภาษีแบบถาวร

 

โดยดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยให้เหตุผลว่า มาตรการลดหย่อนภาษีในอดีตจำนวนมากถูกออกแบบในลักษณะชั่วคราว ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนจำนวนหนึ่งตัดสินใจลงทุนเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี มากกว่าการออมเพื่อเป้าหมายระยะยาว

 

แม้ว่ารัฐจะต้องเสียรายได้ภาษี จากผู้ใช้สิทธิลดหย่อนเป็นมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี แต่แรงจูงใจดังกล่าวไม่ได้สร้างพฤติกรรมการออมระยะยาวตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ และเมื่อครบกำหนดก็มีแรงกดดันให้คอยต่ออายุมาตรการทุกปี เพราะกลัวว่าเม็ดเงินจะไหลออกจากตลาดพร้อมกัน

 

ด้วยเหตุนี้ TISA จึงถูกเสนอให้เป็นกลไกใหม่เพื่อส่งเสริมการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์อย่างยั่งยืน และลดความจำเป็นในการออกมาตรการลดหย่อนภาษีเฉพาะกิจในอนาคต

 

5) รอยืนยัน! วงเงินลดหย่อน 800,000 บาท ทำไมต้องตัวเลขนี้?

 

หนึ่งในแนวคิดที่อยู่ระหว่างการศึกษา คือการปรับโครงสร้างสิทธิลดหย่อนภาษีเพื่อการออมและการลงทุนใหม่ โดยกำหนดวงเงินรวมสูงสุด 800,000 บาท ซึ่งจะเป็นการลดหย่อนถาวร แทนการออกมาตรการเฉพาะกิจเป็นรายช่วงเวลา

 

ปัจจุบัน ผู้เสียภาษีสามารถใช้สิทธิลดหย่อนด้านการออมและการลงทุนได้รวมสูงสุด 800,000 บาท โดยมาจากวงเงินกลุ่มประกัน การออม การลงทุน 500,000 บาท และ ThaiESG อีก 300,000 บาท

 

อย่างไรก็ตาม กองทุน Thai ESG จะมีการลดวงเงินลดหย่อนลงจาก 300,000 บาท เหลือเพียง 100,000 บาท ในการยื่นภาษีประจำปี 2570-2575 เมื่อวงเงิน ThaiESG ทยอยลดลง เพดานลดหย่อนรวมจะลดลงตามไปด้วย

 

แนวคิดของ TISA จึงเป็นการ ‘ตรึง’ วงเงินรวม 800,000 บาทไว้ในรูปแบบถาวร เพื่อลดความจำเป็นในการออกหรือต่ออายุมาตรการเฉพาะกิจอย่าง ThaiESG ในอนาคต

 

6) ปรับเกณฑ์ลดหย่อน เน้นความเป็นธรรม

 

รัฐบาลมีแผนปรับเกณฑ์ลดหย่อนเพื่อเพิ่มความเป็นธรรมให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ผ่านตัวคูณที่มีการหารือเบื้องต้น ดังนี้

 

  • ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี สามารถลดหย่อนได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.3 เท่า
  • ขณะที่ผู้มีรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิในอัตรา 0.7 เท่าของเงินลงทุน

 

นอกจากนี้ ยังให้แต้มต่อสำหรับผู้ซื้อกองทุน Thai ESG ให้สามารถหักลดหย่อนได้ 1.2 เท่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังย้ำว่า ตัวเลขตัวคูณดังกล่าวยังเป็นเพียงตัวเลขจำลองเบื้องต้น และยังไม่ได้ข้อสรุป

 

ส่วนฐานรายได้ 1.5 ล้านบาทต่อปี ถูกเลือกมาใช้ในการจำลองผลกระทบ เนื่องจากครอบคลุมผู้ยื่นแบบภาษีประมาณ 96% ของประเทศ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงสมมติฐานจากงานวิจัย และยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย

 

7) ใช้เงินออมเป็นหลักประกันกู้เงินได้

 

หนึ่งในแนวคิดที่สำคัญอีกประการ คือ การเปิดทางให้สามารถนำสินทรัพย์ในบัญชี TISA ไปเป็นหลักประกันเงินกู้ (Pledge) กับสถาบันการเงินบางประเภทได้ในอนาคต

 

โดยพรอนงค์ระบุว่า จะคล้ายโมเดลของสิงคโปร์และมาเลเซียที่ใช้กองทุนเกษียณเป็นหลักประกัน แต่ยังมีเงื่อนไขที่ต้องกำหนด เช่น สัดส่วนที่จำนำได้ 25% ของพอร์ต ตลอดจนความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการลงทุน และความปลอดภัยของผู้ลงทุนรายย่อย

 

แนวคิดดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์ออกจากพอร์ตทั้งหมดเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน

 

8) มาตรการอื่นๆ หนุนการระดมทุน

 

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีแนวคิดออกมาตรการจูงใจให้คนเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีจ่ายเงินปันผลหรือดอกเบี้ย วงเงิน 200,000 บาทแรก ให้กับผู้ที่ถือหน่วยลงทุนเกิน 5 ปีอีกด้วย

 

กระทรวงการคลังยังมีแนวคิดยกเลิกเงื่อนไขที่กำหนดให้การใช้สิทธิลดหย่อนต้องไม่เกิน 30% ของเงินได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถออมและลงทุนได้มากขึ้น

 

พร้อมกันนั้น กระทรวงการคลังยังร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อปลดล็อกให้รับ ‘เงินบำนาญงวดแรกเป็นเงินก้อน’ ได้ 30% อีกด้วย

 

แม้รายละเอียดหลายประการยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ TISA ถือเป็นความพยายามครั้งใหญ่ของภาครัฐในการปรับโครงสร้างสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากระบบกองทุนเฉพาะกิจ ไปสู่บัญชีการออมและการลงทุนแบบถาวรที่เปิดกว้างต่อสินทรัพย์หลากหลายประเภทมากขึ้น โดยมีเป้าหมายทั้งการส่งเสริมการออมระยะยาวของประชาชน และเพิ่มแหล่งเงินทุนให้แก่ตลาดทุนไทยในระยะยาว

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories