ประมวลคำถาม-คำชี้แจงของ พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในการเข้าชี้แจงต่อที่ประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ และคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อตอบข้อซักถามและข้อสงสัยของสังคมเกี่ยวกับความเร่งรีบและ ความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ TH-Al Passport
ประเด็นสำคัญ
- 1. โครงการ TH-AI Passport ดำเนินการอย่างเร่งรีบผิดปกติในเวลาเพียง 31 วันตามกระแสข่าวจริงหรือไม่?
- 2. กรอบเป้าหมายที่ต้องการให้ประชาชนเข้าถึง AI จำนวน 20 ล้านคน มีที่มาที่ไปอย่างไร?
- 3. แหล่งเงินทุนโครงการมาจากไหน และเหตุใดจึงใช้เงินนอกงบประมาณโดยไม่ผ่านการพิจารณาของสภาฯ?
- 4. เหตุใดจึงมีการปรับแก้กรอบเวลาในทีโออาร์ (TOR) จาก 90 วัน เหลือ 30 วัน ในช่วงทำประชาพิจารณ์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568?
- 5. การเพิ่มเงื่อนไข “จอโฆษณาในร้านสะดวกซื้อ” เข้าไปในทีโออาร์ มีเจตนาล็อกสเปกเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่?
- 6. ข้อสังเกตที่ว่าทีโออาร์โครงการนี้ลอกเลียนแบบข้อความจากกระทรวง อว. มาถึง 99.99% จริงหรือไม่?
- 7. กรณีที่มีผู้พบแอปพลิเคชันชื่อเดียวกัน 100% ใน App Store ก่อนมีทีโออาร์ และถูกลบออกไป ส่อถึงการดีลผลประโยชน์เบื้องหลังหรือไม่?
- 8. เหตุใดกระทรวงดีอีจึงไม่แยกการจัดซื้อระบบ AI กับงานประชาสัมพันธ์ออกจากกัน เพื่อป้องกันการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง?
- 9. คณะกรรมาธิการฯ มีสิทธิขอตรวจสอบตัวสัญญาจ้างเพื่อดูข้อกฎหมายเรื่องการฮั้วประมูลหรือไม่?
- 10. ในเมื่อมีข้อครหาและข้อสังเกตเรื่องความไม่โปร่งใสมากมาย เหตุใดกระทรวงดีอีจึงไม่ยอมยกเลิกโครงการตามที่กรรมาธิการเสนอ?
THE STANDARD ไล่เลียงประเด็นจากการประชุมราว 3 ชั่วโมง ออกมาในรูปแบบ Q&A ดังนี้
1. โครงการ TH-AI Passport ดำเนินการอย่างเร่งรีบผิดปกติในเวลาเพียง 31 วันตามกระแสข่าวจริงหรือไม่?
ตอบ: พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวง DE ยืนยันว่ากระบวนการทำงานทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นศึกษา ยกร่าง จนถึงวันลงนามในสัญญาจ้างเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 นั้นใช้เวลารวมกันเกือบ 1 ปีเต็ม ไม่ใช่ 31 วัน โดยแผนงานนี้มีการหารือและจัดทำมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2565 ในสมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และดำเนินงานต่อเนื่องเรื่อยมา
2. กรอบเป้าหมายที่ต้องการให้ประชาชนเข้าถึง AI จำนวน 20 ล้านคน มีที่มาที่ไปอย่างไร?
ตอบ: เป้าหมายเชิงรุกให้มีผู้ใช้งานหรือรู้จัก AI จำนวน 20 ล้านคนภายในปี 2570 ถูกกำหนดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ในสมัยรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน แต่เมื่อเปลี่ยนผ่านรัฐบาลทำให้ขาดความต่อเนื่อง กระทรวงดีอีจึงได้ผลักดันจัดตั้งคณะกรรมการ AI ให้เป็นคณะกรรมการถาวรระดับชาติได้สำเร็จในปี 2569 โดยยังคงยึดกรอบเป้าหมายเดิมคือ 20 ล้านคนเช่นเดิม
3. แหล่งเงินทุนโครงการมาจากไหน และเหตุใดจึงใช้เงินนอกงบประมาณโดยไม่ผ่านการพิจารณาของสภาฯ?
ตอบ: ปลัดกระทรวงดีอีชี้แจงว่า เนื่องจากงบประมาณปกติประจำปีของกระทรวงเหลืออยู่ไม่มาก จึงพิจารณาใช้เงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) ซึ่งมีเงินหน้าตักพร้อมใช้งานอยู่เกือบ 2,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ กระบวนการอนุมัติเงินนอกงบประมาณต้องผ่านการคัดสรรและกลั่นกรองอย่างเข้มงวดเป็นลำดับชั้นจากคณะกรรมการกลาง ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานกลางและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกด้านไอที ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงดีอี
4. เหตุใดจึงมีการปรับแก้กรอบเวลาในทีโออาร์ (TOR) จาก 90 วัน เหลือ 30 วัน ในช่วงทำประชาพิจารณ์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568?
ตอบ: การนำเสนอต่อ ครม. เศรษฐกิจในตอนแรกเป็นการเสนอภาพรวมโครงการเพื่อเป็นกรอบการทำงาน ไม่ใช่การเสนอทีโออาร์ ส่วนการร่นระยะเวลาทำงานลงเหลือ 30 วัน เกิดจากแนวนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ประกอบกับกระทรวงมีความมั่นใจจากการทดสอบตลาดว่ามีผู้สนใจในระดับหนึ่ง จึงปรับกรอบเวลาเพื่อให้โครงการสำเร็จได้เร็วขึ้น
5. การเพิ่มเงื่อนไข “จอโฆษณาในร้านสะดวกซื้อ” เข้าไปในทีโออาร์ มีเจตนาล็อกสเปกเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่?
ตอบ: ปลัดดีอีและคณะผู้ร่างทีโออาร์ปฏิเสธข้อครหา โดยชี้แจงว่าจอโฆษณาเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งในส่วนออฟไลน์เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชนตามสาระสำคัญของโครงการ
โดยคณะผู้ร่างได้นำข้อมูลรูปแบบที่กระทรวง อว. เคยประกาศประกวดราคาและได้ผู้ชนะมาปรับใช้ เนื่องจากเห็นว่ามีความเหมาะสมในการสื่อสารกับประชาชนทุกกลุ่มที่เข้าร้านสะดวกซื้อซึ่งมีจำนวนวันละ 20 ล้านคน ยืนยันว่าเปิดกว้างให้มีผู้เข้าประกวดราคาได้หลายราย
6. ข้อสังเกตที่ว่าทีโออาร์โครงการนี้ลอกเลียนแบบข้อความจากกระทรวง อว. มาถึง 99.99% จริงหรือไม่?
ตอบ: รักชนก ศรีนอก ตั้งข้อสังเกตว่ามีข้อความซ้ำกันเป๊ะถึง 7-8 บรรทัด ต่างกันเพียงคำว่า “จอ” และ “จุด” แต่ทางพชร ปลัดดีอี ชี้แจงตอบกลับว่า ข้อความที่ซ้ำกันนั้นเป็นเพียงรายละเอียดไม่กี่ข้อจากทีโออาร์ทั้งหมดที่มีความหนาถึง 40 หน้า และจุดดังกล่าวไม่ใช่คุณสมบัติมาตรฐานของโครงการ
7. กรณีที่มีผู้พบแอปพลิเคชันชื่อเดียวกัน 100% ใน App Store ก่อนมีทีโออาร์ และถูกลบออกไป ส่อถึงการดีลผลประโยชน์เบื้องหลังหรือไม่?
ตอบ: ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ได้ตั้งคำถามจี้ไปยัง ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบไทม์ไลน์นี้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ขณะที่ปลัดดีอีชี้แจงว่าคำว่า AI หรือพาสปอร์ต มีการใช้ในโครงการลักษณะนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566–2567 อยู่แล้ว โดยบริษัทที่ปรึกษารายใหญ่ของโลก 1 ใน 4 ก็เคยทำโครงการที่ใช้ชื่อลักษณะนี้เช่นกัน
8. เหตุใดกระทรวงดีอีจึงไม่แยกการจัดซื้อระบบ AI กับงานประชาสัมพันธ์ออกจากกัน เพื่อป้องกันการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง?
ตอบ: ปลัดดีอีระบุว่า ในทางราชการไม่สามารถแยกงานเดียวกันไปจัดซื้อระบบ AI จากหลายเจ้าพร้อมกันได้ และความสำเร็จของโครงการนี้จำเป็นต้องพึ่งพาภาพรวม ทั้งระบบ AI หลักสูตร และการประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้ควบคู่กัน จึงต้องจัดทำเป็นโครงการภาพรวมขนาดใหญ่ หากเอกชนรายใดเข้ามาบิดแข่งแล้วทำไม่ได้ตามที่เสนอก็จะถูกตัดคะแนน
9. คณะกรรมาธิการฯ มีสิทธิขอตรวจสอบตัวสัญญาจ้างเพื่อดูข้อกฎหมายเรื่องการฮั้วประมูลหรือไม่?
ตอบ: มีสิทธิ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กรรมาธิการฯ และ รังสิมันต์ โรม ประธานกรรมาธิการการกฎหมายฯ ยืนยันว่าอำนาจของกรรมาธิการตามรัฐธรรมนูญสามารถขอตรวจสอบสัญญาจ้างได้ ด้านปลัดดีอีชี้แจงว่าเอกสารดังกล่าวไม่ใช่ความลับและเป็นสัญญาซื้อจ้างมาตรฐาน แต่อยู่ในขั้นตอนระบบราชการที่ต้องแจ้งให้บริษัทเอกชนคู่สัญญารับทราบก่อน และรับปากจะจัดส่งเอกสารให้สภาฯ ทันที
10. ในเมื่อมีข้อครหาและข้อสังเกตเรื่องความไม่โปร่งใสมากมาย เหตุใดกระทรวงดีอีจึงไม่ยอมยกเลิกโครงการตามที่กรรมาธิการเสนอ?
ตอบ: ปลัดกระทรวงดีทียืนยันว่าทุกอย่างดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมายและกระบวนการราชการทุกประการ และโครงการนี้ได้ถูกนำไปตั้งคำขอในงบประมาณปี 2570 ด้วยเช่นกัน หากอยู่ๆ กระทรวงประกาศยกเลิกโดยไม่มีเหตุผลรองรับทางกฎหมายที่ชัดเจน บริษัทเอกชนคู่สัญญาจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับกระทรวง ซึ่งข้าราชการประจำต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงทางกฎหมายเอง


