ในยุคที่เสรีภาพในการแสดงออกถูกท้าทายด้วยกระบวนการทางกฎหมาย ปัญหา ‘การฟ้องปิดปาก’ หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) แม้ปัจจุบันการฟ้องด้วย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จะมีแนวโน้มลดลงหลังการแก้ไขกฎหมายในปี 2560 แต่กลับพบเทรนด์ใหม่ คือการนำ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) มาเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งแทน สิ่งเหล่านี้สร้างสภาวะ ‘กลัวจนไม่กล้าพูด’ หรือ Chilling Effect
ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ได้มีความพยายามผลักดันการแก้ไขหรือเสนอกฎหมายใหม่เพื่อยุติการฟ้องปิดปากหรือหวังผลกลั่นแกล้งกันทางการเมือง โดยปัจจุบันมีร่างกฎหมายจาก 3 แนวทางหลักที่กำลังรอบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร THE STANDARD ได้เรียบเรียงประเด็นสำคัญจากร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้เห็นภาพรวม
ร่างกฎหมายของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
มุ่งเน้นการปฏิรูปกระบวนพิจารณาความแพ่งเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือชั้นพนักงานสอบสวนที่สามารถปล่อยตัวได้ชั่วคราวโดยไม่มีหลักประกัน หากเห็นว่าเป็นการฟ้อง SLAPP หรือชั้นอัยการที่สามารถสั่งยุติคดีได้ทันทีเช่นกัน
ร่างฉบับนี้เสนอให้ศาลมีอำนาจสั่งค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) เพื่อป้องปรามไม่ให้ผู้ฟ้องนำคดีมาฟ้องใหม่ นอกจากนี้ยังมีกลไกการสนับสนุนจากกองทุนยุติธรรม เพื่อช่วยค่าธรรมเนียมศาลและค่าทนายความ รวมถึงการสร้างมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) ให้เจ้าหน้าที่รัฐเพื่อลดการใช้ดุลพินิจ
ร่างกฎหมายของพรรคประชาชน
ร่างฉบับพรรคประชาชนเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับพร้อมกัน (ป.อาญา, ป.แพ่ง, ป.วิ.อาญา, ป.วิ.แพ่ง) โดยมุ่งเป้าไปที่การลดโทษอาญา (Decriminalization) ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของความหวาดกลัวในสังคมไทย อาทิ
การเปลี่ยนโทษหมิ่นประมาท แก้ไข ป.อาญา (มาตรา 326 และ 393) โดยยกเลิกโทษจำคุก และเปลี่ยนเป็นโทษปรับเป็นพินัย โดยกำหนดค่าปรับไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับมาตรา 326 และไม่เกิน 5,000 บาท สำหรับมาตรา 393 เพื่อป้องกันการใช้คุกเป็นเครื่องมือปิดปาก
ร่างกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ร่างกฎหมายฉบับกฤษฎีกาถูกมองว่าเป็นแนวทาง “กะทัดรัด” ที่สุด โดยเน้นการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.แพ่ง) เป็นหลัก วัตถุประสงค์เบื้องหลังสำคัญคือการยกระดับกฎหมายไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเพื่อรองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อสังเกตและความเสี่ยงที่ต้องระวังจากสื่อมวลชนและภาคประชาสังคม ต่อมาตรการ ‘ยุติการกระทำก่อนฟ้อง’ ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเสมือนเป็นเครื่องมือ ‘Censorship’ หรือการเซ็นเซอร์ล่วงหน้า โดยผู้ฟ้องอาจขอให้ศาลสั่งให้สื่อลบข่าวหรือหยุดนำเสนอข้อมูลเชิงตรวจสอบก่อนที่ความจริงจะได้รับการพิสูจน์ในศาล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ต่อข้อสังเกตดังกล่าว ยังมีโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ ผ่านทางระบบกลางทางกฎหมาย www.law.go.th โดยวันนี้ (19 สิงหาคม) เป็นวันสุดท้ายของการรับฟังความเห็น

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์


